
"คลัง" ค้านมุ่งลดช่องว่างคนรวย-คนจนเพื่อกระจายรายได้
"คลัง" ค้านมุ่งลดช่องว่างคนรวย-คนจนเพื่อกระจายรายได้ ชี้รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า-ทำให้คนจนรวยขึ้น นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ครั้งที่ 7 ประจำปี 2553 ว่า ไม่เห็นด้วยกับการมุ่งลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะดูจากประวัติศาสตร์โลกการจะมุ่งลดช่องว่างคนรวยคนจน ไม่ใช่การแก้ปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ โดยมองว่าควรพูดถึงการยกระดับคนจนมากกว่า ซึ่งต้องทำให้คุณภาพชีวิตคนจนดีขึ้นอย่างยั่งยืน นั่นคือทำให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป โดยทำให้ประชาชนเกิดความร่ำรวยขึ้น และรัฐบาลต้องสนับสนุนภาคธุรกิจ เพราะเป็นภาคที่สำคัญมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
"คลัง" ค้านมุ่งลดช่องว่างคนรวย-คนจนเพื่อกระจายรายได้ ชี้รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า-ทำให้คนจนรวยขึ้น
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ครั้งที่ 7 ประจำปี 2553 ว่า ไม่เห็นด้วยกับการมุ่งลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะดูจากประวัติศาสตร์โลกการจะมุ่งลดช่องว่างคนรวยคนจน ไม่ใช่การแก้ปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ โดยมองว่าควรพูดถึงการยกระดับคนจนมากกว่า ซึ่งต้องทำให้คุณภาพชีวิตคนจนดีขึ้นอย่างยั่งยืน นั่นคือทำให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป โดยทำให้ประชาชนเกิดความร่ำรวยขึ้น และรัฐบาลต้องสนับสนุนภาคธุรกิจ เพราะเป็นภาคที่สำคัญมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
"ที่ผ่านมา ผมว่าไม่เคยมีอะไรสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศมากเท่าธุรกิจโดยเฉพาะย้อนไปช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา" นายประดิษฐ์ กล่าว
นายประดิษฐ์ กล่าวว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหน ต้องช่วยทำให้คนไทยรวยขึ้น เพราะจากที่ทราบมาประเทศสิงคโปร์ที่รวยกว่าไทยถึง 6 เท่านั้น คนสิงคโปร์มีรายได้หรือจีดีพีต่อหัวเพิ่ม 2 เท่า แค่ในเวลา 5 ปีเท่านั้น ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียก็สูงกว่าไทย ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ โดยต้องมีการปฏิรูปการศึกษาด้วย
นายประดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า นับจากนี้ไปอีก 5 ปี อาเซียนจะรวมกันเป็นตลาดเดียว ไม่ว่าเรื่องแรงงาน ทุน หรืออื่นๆ จะสามารถเคลื่อนย้ายได้เสรีในภูมิภาค ซึ่งไทยจะต้องเผชิญภาวะแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ดังนั้นหากไทยจะเป็นประเทศที่รุ่งเรืองต่อไป ต้องขยับตัวอย่างรวดเร็ว เพราะขณะนี้มูลค่าการส่งออกของไทยนั้นมีส่วนแบ่งตลาดอยู่อันดับ 3 ของอาเซียน ตามหลังมาเลเซียที่มีส่วนแบ่งตลาด 34% สิงคโปร์ 26% ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่ง 14.6% และอินโดนีเซีย 14.4%
"ไทยห่างจากอินโดนีเซียแค่ 0.2% และเชื่อว่าไทยจะตกลงมาเป็นอันดับ 4 แน่ ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจ ด้วยการเมืองที่มั่นคงกว่าเราของเขา ดังนั้นเขาแซงหน้าเราแน่ ในเร็วๆ นี้ เพราะการแข่งขันมีสูงมาก ตอนนี้ไทยมาถึงทางแยก
ที่สำคัญ ที่จะชี้ชะตาในอนาคต เราเสียเวลาอีกไม่ได้แล้ว รัฐบาลต้องริเริ่ม ต้องส่งเสริมภาคธุรกิจ ภาคเอกชนให้เข้มแข็ง การเก็บภาษีต้องไม่มุ่งแต่สนับสนุนโครงการประชานิยม แต่ต้องนำระบบภาษีมาเสริมสร้างการแข่งขัน และกำหนดทิศทางการลงทุน" นายประดิษฐ์ กล่าว
นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนปฏิรูปกรมศุลกากรเพื่อให้เป็นกรมอำนวยความสะดวกทางการค้านั้น จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายในประเด็นการคิดค่าปรับกรณีเลี่ยงภาษีเป็น 0-4 เท่า โดยให้เป็นดุลยพินิจของศาล กลับเข้าไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ภายในไม่เกินสิ้นเดือน ส.ค.นี้ หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจร่างแล้ว
นอกจากนี้ จากที่ได้หารือกับสำนักงบประมาณ (สงป.) ว่าอีกไม่กี่ปีงบประมาณของประเทศจะมีปัญหา เพราะรายจ่ายประจำจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลจะไม่มีงบไปลงทุน จึงจำเป็นต้องให้เอกชนมาร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เชื่อว่าจะระดมทุนได้อย่างมหาศาล พร้อมช่วยแก้ปัญหางบประมาณ และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้เพิ่มของภาครัฐ รวมถึงช่วยให้เอกชนที่มีทรัพยากรมหาศาลได้ใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด
"อยากเสนอว่า การลงทุนแบบ PPP นั้น 1.สองฝ่ายต้องได้ประโยชน์ แบบ win-win 2.ต้องมองเอกชนเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐ 3.ต้องยอมรับว่าเอกชนต้องคาดหวังผลตอบแทนลงทุน มีกำไร ซึ่งเราต้องไม่ไปตั้งข้อรังเกียจ ต้องลดราแนวคิดนี้บ้าง เพราะถ้าเอกชนเขาเสี่ยงแล้วมีกำไร นอกจากนี้ ต้องระวังไม่ให้เกิดการรับสัมปทานแบบผูกขาดขึ้นด้วย" นายประดิษฐ์ กล่าว
นายประดิษฐ์ กล่าวว่า แนวทางดำเนินการ PPP นั้น ต้องยึด 4 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การดำเนินการต้องมีความโปร่งใสชัดเจน 2.จะมาดูผลตอบแทนเอกชนว่าเหมาะสมหรือไม่ 3.ประเมินผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ทั้งทางตรงและผลประโยชน์ข้างเคียง และ 4.ต้องมุ่งดึงดูดหุ้นส่วนที่ดีที่สุดมาร่วมลงทุน มีความซื่อสัตย์พอสมควร ไม่เอาเปรียบรัฐ เอาเปรียบประชาชน ไม่มีวาระซ่อนเร้น







