
ไทยเบฟฯลุยซื้อกิจการ
ดึงฟิทช์จัดเรตติ้งเตรียมเครื่องมือการเงินพร้อมเป็นผู้นำอาเซียน
ดึงฟิทช์จัดเรตติ้งเตรียมเครื่องมือการเงินพร้อมเป็นผู้นำอาเซียน
โพสต์ทูเดย์ - ไทยเบฟฯ คุยฟิทช์ฯ ให้อันดับเครดิตแกร่งเท่า ปตท.-ปูนซิเมนต์ไทย พร้อมขายหุ้นกู้ในและต่างประเทศ ปัจจุบันแบงก์ไทยคิดดอกเบี้ยแค่ 2.6%
นายสิทธิชัย ชัยเกรียงไกร กรรมการและรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เปิดเผยว่า บริษัทมีสถานะทางการเงินค่อนข้างแข็งแกร่งและมีเครื่องมือทางการเงินพร้อมใช้เดินหน้าตามแผนงานวิชั่น 2020 ของนายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ที่ต้องการเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มในอาเซียน ส่วนหนึ่งคือการซื้อกิจการ (M&A) ปกติงานปฏิบัติการกับฝ่ายการเงินต้องมีแผนที่เดินตามไปด้วยกัน
ทั้งนี้ ไทยเบฟฯ เพิ่งได้รับการจัดอันดับเครดิตสากลระยะยาวที่ BBB โดยมีแนวโน้มเสถียรภาพ และอันดับเครดิตระยะยาวภายในประเทศที่ AA+(tha) จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่บริษัท ปตท. (PTT) และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ได้ โดยให้เหตุผลคือเป็นผู้นำเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์และไม่ใช่แอลกอฮอล์ มีผลิตภัณฑ์และช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย และต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้ยาก
นอกจากนั้น ยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งเพราะปัจจุบันมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) 0.32 เท่า และอัตราหนี้สินต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (อีบิตดา) อยู่ที่ 1 เท่า ถ้าบริษัทมีดีลการซื้อกิจการหรือต้องการใช้เงินจริงก็สามารถเพิ่มอัตราหนี้สินต่ออีบิตดาได้อีกมาก ในอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 6-7 เท่า
อย่างไรก็ดี การจัดเรตติ้งถือเป็นการเตรียมพร้อมทางการเงินในระยะยาว แม้ช่วงที่เหลือของปีนี้มีเวลาเพียง 4 เดือน แต่ขั้นตอนในการเตรียมการเสนอขายหุ้นกู้แต่ละครั้งใช้ระยะเวลานาน อาจเสนอขายหุ้นกู้ไม่ทันเพราะต้องไปเสนอข้อมูลกับผู้ลงทุน (โรดโชว์) ก่อน เบื้องต้นถ้าหากมีดีลซื้อกิจการจริงอาจจะต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินก่อน ส่วนการให้ฟิทช์ฯ จัดอันดับเรตติ้งเพราะมีความยืดหยุ่นได้ จะสามารถออกหุ้นกู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้หลากหลายสกุลเงินต่างประเทศ
นายสิทธิชัย กล่าวว่า ปกติบริษัทจะเลือกใช้ต้นทุนทางการเงินที่ถูกที่สุดและขึ้นอยู่กับดีลที่เจรจาหรือสถานการณ์ที่บริษัทกำลังขยายงานอยู่ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนดอกเบี้ยที่จ่ายให้สถาบันการเงินในประเทศอยู่ที่ 2.6% ต่อปี จากปัจจุบันที่บริษัทมีหนี้สินสกุลเงินบาททั้งหมด 4.2 หมื่นล้านบาท แต่จะเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินใดต้องรอทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐด้วย เพราะจะมีผลต่อต้นทุนการเงินโดยรวม ทุกส่วนมีโอกาสขยับขึ้นโดยเฉพาะการออกหุ้นกู้ แต่ถ้าไปออกหุ้นกู้ในสกุลเงินที่มีนโยบายดอกเบี้ยที่ติดลบก็จะได้ต้นทุนที่ถูกลง
ที่ผ่านมา บริษัทได้รับข้อเสนอจากสถาบันการเงินอยู่เสมอ ทำให้ต้นทุนเงินกู้ถูกกว่าต้นทุนในการออกหุ้นกู้ รวมถึงปกติมีการออกตั๋วเงินระยะสั้น (บีอี) แต่ละปีวงเงิน 4,000-6,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียน ซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกค้าไฮเน็ตเวิร์กของธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกสิกรไทย ปกติต่อปีบริษัทมีกระแสเงินสดอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับการจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ขณะที่อีก 5,000-6,000 ล้านบาท จะใช้เป็นงบลงทุนเพื่อปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของบริษัท
ที่ผ่านมา ไทยเบฟฯ ออกหุ้นกู้ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2549 เพื่อเตรียมตัวปรับโครงสร้าง เตรียมตัวจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์รูปสกุลเงินบาทที่ 1 หมื่นล้านบาท และการซื้อกิจการของบริษัท เสริมสุข (SSC) ได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากแบงก์ญี่ปุ่น หรือการเข้าไปถือหุ้น 28% ในกลุ่ม F&N จากที่ตอนแรกจะออกหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐแต่มีแบงก์พร้อมสนับสนุน ทำให้ต้นทุนถูกกว่า จึงต้องระงับการออกหุ้นกู้ไป
ทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากในประเทศ 95% และมาจากต่างประเทศ 5% ขณะที่รายได้มาจากธุรกิจแอลกอฮอล์ 87% และไม่ใช่แอลกอฮอล์ 13% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 20%
นายสิทธิชัย ตอบคำถามต่อกรณีที่มีข่าวในสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า บริษัทเป็นบริษัทหนึ่งที่สนใจเข้าไปซื้อกิจการเบียร์ที่ประเทศเวียดนาม เพราะรัฐบาลเวียดนามประกาศขายหุ้นเบียร์ไซง่อน มูลค่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และฮานอยเบียร์ มูลค่า 4.04 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีผู้สนใจอื่นอย่างไฮเนเก้นและเบียร์อาซาฮี ว่าทั้งหมดนี้ต้องรอสอบถามจากคุณฐาปนดีที่สุด แต่ปกติการซื้อกิจการบริษัทมีสัดส่วนผสมกันระหว่างการกู้แบงก์ เงินทุนหมุนเวียนของบริษัท และการออกหุ้นกู้ ซึ่งการซื้อกิจการ F&N ที่ 3,700 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ก็กู้เงินแบงก์กว่า 3,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์
ก่อนหน้านี้ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟฯ กล่าวว่า เป้าหมาย 5 ปีข้างหน้า (2559-2563) ตั้งเป้าผลประกอบการเติบโต 10% ต่อเนื่องทุกปี เพื่อนำไปสู่วิชั่น 2020 สำหรับการบุกตลาดเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในตลาดอาเซียน สินค้าที่เข้าไปเปิดตลาดต้องติดอันดับ 1 ใน 2 ของตลาด







