
ไอแบงก์เร่งมือ ลดหนี้เสียรับหุ้นใหม่
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในขณะที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ซึ่งเป็น 1 ใน 7 รัฐวิสาหกิจที่จะต้องฟื้นฟูกิจการตามแผนของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ตามนโยบาย
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ก็เป็นอีกธนาคารที่ซูเปอร์บอร์ดกำหนดให้ดำเนินตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้แสดงความกังวลถึงการแก้ปัญหาหนี้เอ็นพีแอลของไอแบงก์
ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานคณะกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างเร่งปรับโครงสร้างลูกหนี้รายใหญ่ 2 กลุ่มที่ทำธุรกิจส่งออก โดยรายแรกมียอดหนี้ราว 2,600 ล้านบาท ส่วนอีกรายมียอดหนี้ราว 1,600 ล้านบาท ซึ่งหากการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ได้ข้อยุติ ก็จะทำให้สามารถลดจำนวนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีเอฟ ลงได้ 4,000-5,000 ล้านบาท จะส่งผลให้เอ็นพีเอฟคงค้างของธนาคารลดลงต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันยอดเอ็นพีเอฟอยู่ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ยังยืนยันว่าการหาพันธมิตรยังดำเนินต่อไป มีนักลงทุนต่างชาติยังแสดงความสนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมทุนกับธนาคารอยู่ 2-3 ราย ส่วนรายชื่อยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยนักลงทุนยังรอดูความชัดเจนการแก้ไขปัญหาของกระทรวงการคลังในการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี เพื่อรับโอนหนี้ของธนาคารที่ไม่ใช่กลุ่มของชาวมุสลิม ซึ่งจะเป็นการแยกหนี้ดี และหนี้เสีย ออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้นักลงทุนไม่เกิดความกังวลในการใส่เงินเข้ามาซื้อหุ้น
ก่อนหน้านี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด สั่งการให้ไอแบงก์เร่งลดหนี้เสียลงให้ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทให้ได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ และกระทรวงการคลังจะต้องหาวิธีเพิ่มทุนให้กับไอแบงก์ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อให้สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) จากที่ปัจจุบันติดลบ 20% มาอยู่ที่ระดับ 0% ตามข้อเสนอของพันธมิตรร่วมทุน โดยเบื้องต้นวิธีที่เป็นไปได้อาจจะใช้เงินจากกองทุนแบงก์รัฐ แต่เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางที่ยังพิจารณาอยู่ ซึ่งเรื่องการเพิ่มทุนจะบรรจุเป็นวาระการประชุมของผู้ถือหุ้นไอแบงก์ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการไปยังผู้บริหารไอแบงก์ เร่งดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของธนาคารให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน โดยกระบวนการหลังจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบจัดตั้งเอเอ็มซี เข้ามารับซื้อเอ็นพีเอฟ โดยคาดว่าจะจัดตั้งได้ช่วงเดือน ก.ย.นี้
“สิ่งที่ไอแบงก์ต้องทำคือหยุดการไหลของหนี้เสียให้ได้ และคลังจะโอนหนี้เสียมาเอเอ็มซี รวมถึงให้ไปดูการบริหารจัดการที่จะลดค่าใช้จ่าย ลดสาขาลง และเพิ่มทุนให้ เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วก็จะเปิดรับพันธมิตรร่วมทุนใหม่ โดยกระทรวงการคลังจะยังคงถือหุ้นอยู่” เอกนิติ กล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า เงินเพิ่มทุนให้ไอแบงก์ส่วนหนึ่งจะมาจากกองทุนพัฒนาแบงก์รัฐ แต่เนื่องจากเงินยังมีไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาททางกระทรวงการคลังต้องหาเงินจากส่วนอื่นมาเพิ่ม
ขณะที่เรื่องสัดส่วนหุ้นหลังได้พันธมิตรรายใหม่ ล่าสุดอยู่ระหว่างการทบทวน จากเดิมเคยกำหนดว่าสัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐรวมกันจะเหลือ 25.5% เพื่อให้มีสิทธิโต้แย้งในการประชุม และให้กลุ่มพันธมิตรใหม่เข้ามาถือหุ้นสัดส่วนไม่เกิน 74.5% ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปว่าที่สุดแล้วภาครัฐจะลดสัดส่วนหุ้นในไอแบงก์เหลือเท่าไร จากปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้น 48.5% และธนาคารออมสิน 39%
ส่วนพันธมิตรที่เข้ามาร่วมทุนต้องมีศักยภาพ มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง มีความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายในการทำธุรกรรมทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม







