
แบงก์คืนหนี้ดันเงินไหลออก
ธปท.เผย 7 เดือนแรก เงินไหลออกแล้ว 3.1 แสนล้าน เฉพาะเดือน ก.ค. ออกสุทธิ 8.8 หมื่นล้าน หลังสถาบันการเงินคืนเงินกู้
ธปท.เผย 7 เดือนแรก เงินไหลออกแล้ว 3.1 แสนล้าน เฉพาะเดือน ก.ค. ออกสุทธิ 8.8 หมื่นล้าน หลังสถาบันการเงินคืนเงินกู้
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานฐานะดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายในเดือน ก.ค. 2559 ว่า มีการไหลออกสุทธิ 2,534 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนเปิดตลาดช่วงเช้าวันที่ 1 ก.ย. ที่ระดับ 34.62 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการไหลออกที่เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. ที่ไหลออกสุทธิ 435 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกสุทธิต่อเนื่องรวมทั้งสิ้น 8,950 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น เงินไหลออกสุทธิในไตรมาสแรกปีนี้ 4,672 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.61 แสนล้านบาท เงินไหลออกสุทธิในไตรมาส 2 ปีนี้จำนวน 1,743 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.03 หมื่นล้านบาท และเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีเงินไหลออก 2,534 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.77 หมื่นล้านบาท
สำหรับ สาเหตุสำคัญที่เงินทุนไหลออกสุทธิในเดือน ก.ค. มาจากการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นของภาคสถาบันรับฝากเงินไทย การออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) ซึ่งส่วนใหญ่ลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศญี่ปุ่น กาตาร์ และสิงคโปร์ และและการออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ทีดีไอ) ของภาคธุรกิจไทย อาทิ ธุรกิจการผลิตยานยนต์ การขายส่งสินค้า และการก่อสร้าง เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลออกสุทธิแต่ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงมีเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิหลักทรัพย์ไทย ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนในภูมิภาคที่มีแนวโน้มเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ภายหลังแบร็กซิต เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
นอกจากนี้ ยังมีการได้รับชำระคืนเงินกู้ที่ครบกำหนดของสถาบันรับฝากเงินไทยจากต่างชาติ และการลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในตราสารทุนและหน่วยลงทุน (Equity and fund shares) อาทิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การผลิตเครื่องจักรที่ใช้งานทั่วไป และการผลิตผลิตภัณฑ์เคมีชนิดอื่นๆ แต่น่าสังเกตว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาเป็นเอฟดีไอน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นและตราสารหนี้มากกว่า กดดันเงินบาทให้มีทิศทางที่แข็งค่าขึ้นได้ สำหรับดุลการชำระเงินเกินดุลเล็กน้อยที่ 11.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 398.13 ล้านบาท







