
แมนูไลฟ์มองหุ้น1,600
บลจ.แมนูไลฟ์ มองหุ้นไทยยังถูกเมื่อเทียบเพื่อนบ้าน ปัจจัยพื้นฐานและเงินนอกหนุนดัชนี 1,600 จุดปีนี้
บลจ.แมนูไลฟ์ มองหุ้นไทยยังถูกเมื่อเทียบเพื่อนบ้าน ปัจจัยพื้นฐานและเงินนอกหนุนดัชนี 1,600 จุดปีนี้
น.ส.จินตนา เมฆินทรางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทมองแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยในปีนี้มีโอกาสแตะ 1,600 จุด แม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้นมามากจากกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย แต่เมื่อเทียบราคาหุ้นไทยกับตลาดหุ้นภูมิภาคแล้วตลาดหุ้นไทยยังมีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ต่ำกว่า โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลก็สูงอยู่ในระดับ 3-3% กว่า
ทั้งนี้ แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่ายังไม่ขึ้นในเดือน ก.ย.นี้ เนื่องจากการคาดการณ์ของตลาดยังมีเสียงไม่ถึง 50% ที่เชื่อว่าเฟดจะขึ้น ซึ่งตามปกติแล้วเฟดจะไม่สร้างความประหลาดใจให้ตลาด โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ผ่านมาจะปรับขึ้นตรงกับที่เสียงส่วนใหญ่เกิน 50% มองว่าจะขึ้นดอกเบี้ยและการขึ้นดอกเบี้ยจะค่อยเป็นค่อยไป เพราะเศรษฐกิจของประเทศหลักอื่นๆ ยังมีปัญหาและต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงหนุนตลาดหุ้นหลายที่ยังน่าสนใจ
“ปัจจุบันกลุ่มแมนูไลฟ์มีกองทุนที่มีนโยบายลงทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กในเอเชีย โดยมีการลงทุนในหุ้นไทยด้วย และมีโอกาสที่จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมองหุ้นไทยยังดี นอกจากกระแสเงินทุนไหลเข้าแล้ว ยังได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการลงทุนของภาครัฐที่เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีการเปิดประมูลต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ” น.ส.จินตนา กล่าว
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทำให้สองส่วนนี้น่าจะช่วยชดเชยกับการส่งออกที่หดตัวลงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวได้ ขณะที่สถานการณ์การเมืองนิ่งและจะมีการเลือกตั้งได้ในปีหน้า รวมทั้งคาดว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะมีกำไรเติบโตเมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มพลังงานได้ผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน จากปีที่ผ่านมาขาดทุน จึงฉุดภาพรวมกำไรบริษัทในตลาด
สำหรับกลุ่มหุ้นที่ยังน่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันราคาหุ้นยังถูก เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (หนี้เสีย) ซึ่งมองว่าตัวเลขดังกล่าวเติบโตในอัตราที่น้อยลงแล้ว นอกจากนี้กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโครงการภาครัฐ ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มพลังงาน ส่วนกลุ่มโรงพยาบาลต้องลงทุนระยะยาวและแนะนำหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากหุ้นขนาดเล็กปรับตัวขึ้นมาจนราคาแพงเกินพื้นฐานมาก
“กองทุนหุ้นของ บลจ.แมนูไลฟ์ มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเกือบ 100% โดยมีการปรับพอร์ตเมื่อราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งขึ้นเกินพื้นฐานไปลงทุนหุ้นที่ยังมีราคาไม่แพง” น.ส.จินตนา กล่าว







