
พอร์ต ‘ศักดิ์ชัย รัชกิจประการ’ เน้นหุ้นโตตามเศรษฐกิจ
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
ศักดิ์ชัย รัชกิจประการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาม่า มารีน บริษัทเดินเรือสัญชาติไทย เขารับหน้าที่ในการดูแลด้านการเงินให้กับบริษัท เป็นมือการเงิน หลังเรียนจบปริญญาตรี ด้านการเงิน ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการเงิน ที่ประเทศออสเตรเลีย และตลอดการทำงานเขารับผิดชอบดูแลในเรื่องการเงินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้วิธีการบริหารเงินส่วนตัวของ “ศักดิ์ชัย” น่าสนใจ
ในวัย 41 ปี เขาเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นมาตั้งแต่ในยุคเคาะกระดานหรือเริ่มเข้ามาลงทุนตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี เพราะอยากลองวิชาหรือนำความรู้จากการเรียนมาใช้จริง โดยหุ้นบริษัทแรกที่เขาซื้อก็คือธนาคารกรุงไทย (KTB) โดยเข้าซื้อตอนราคาประมาณ 100 บาท และขายในราคา 135 บาท ถือว่าได้รับกำไรจากการลงทุนและการซื้อหุ้นในช่วงนั้นจะได้ใบหุ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ดัชนีตลาดหุ้นดิ่งลงจากระดับ 1,700 จุด ศักดิ์ชัยได้รับผลกระทบจากวิกฤต เพราะหุ้นที่ลงทุนอยู่ราคาลดลงทำให้ประสบปัญหาขาดทุนในที่สุด แต่ก็ไม่ได้กลัว
หรือหนีจากการลงทุนในตลาดหุ้นจากความจริงที่ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดี เพียงแต่ในการเข้าไปลงทุนจะต้องศึกษาและเลือกหุ้น รวมทั้งเข้าไปในจังหวะที่ถูกก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดีได้
“ตอนนี้ผมเลือกลงทุนในหุ้นที่เกาะติดกับการเติบโตของเศรษฐกิจหรือลงทุนในหุ้นพื้นฐาน ด้วยหน้าที่และเวลาไม่สามารถที่จะเกาะติดหรือดูพอร์ตการลงทุนได้ตลอดเวลา ในช่วงนี้จึงเลือกที่จะลงทุนระยะยาวประมาณ 1-2 ปี เพื่อหวังเงินปันผลมากกว่า จากก่อนหน้าที่จะลงทุนในสไตลที่มีการเก็งกำไรบ้าง ซึ่งในวงเงินที่ใช้ลงทุนประมาณ 90% จะลงทุนระยะยาว และ 10% ลงทุนในหุ้นเก็งกำไร”
ศักดิ์ชัยลงทุนหุ้นในระยะเวลาประมาณ 1-2 ปีนั้น เพราะมองว่าตลาดหุ้นมีความผันผวน การลงทุนระยะยาว 5-10 ปี ไม่น่าจะเหมาะสมเพราะจะไม่ทันการณ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมา การที่เป็นนักลงทุนยาว 1-2 ปี สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์อย่างแน่นอน ซึ่งรวมผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นจะอยู่ในระดับที่มากกว่า 10%
ศักดิ์ชัย กล่าวว่า หากดูในพอร์ตหุ้นตอนนี้เขาจะเลือกลงทุนหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเลือกที่จะซื้อบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น (UNIQ) หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเพราะมองว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เติบโตมีส่วนสำคัญจากรายได้ภาคการท่องเที่ยว ดังนั้นหุ้นในกลุ่มนี้ก็จะต้องมี และเขาเลือกที่จะลงทุนในหุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) และมีหุ้นกลุ่มอาหารเพราะไม่ว่าจะอย่างไร อาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งในกลุ่มนี้เขาเลือก บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) นอกจากนี้ยังมีหุ้นในกลุ่มพลังงานทดแทน เพราะถือว่าเป็นหุ้นที่อยู่ในกระแสและหุ้นฮิต ซึ่งเขาเลือกที่จะลงทุนในหุ้น บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) และบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE)
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการให้ความสำคัญและลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่โมเดลเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลอีโคโนมี เมื่อเห็นภาพอย่างนี้ เขาจึงให้ความสนใจที่จะเลือกลงทุนในหุ้นด้านไอทีด้วย เพราะเชื่อแน่ว่าจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนของรัฐบาลแน่นอน ซึ่งเขาเลือกหุ้น บริษัท พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT)
นอกจากนี้ ในการเลือกลงทุนนอกจากจะดูตามแนวโน้มการเติบโตแล้ว ศักดิ์ชัยยังใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิค ดูเส้นกราฟเป็นตัวช่วยในการเข้า-ออก ด้วยว่าเมื่อเลือกหุ้นที่จะลงทุนได้แล้ว กราฟเทคนิคสนับสนุนในการเข้าซื้อได้หรือไม่อย่างไร การที่เขาสามารถดูกราฟในเชิงเทคนิคได้เองนั้นถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการลงทุน ซึ่งการใช้กราฟมาใช้ในการลงทุนนั้นถือว่าเป็นเทคนิคและความรู้ที่ได้มาจากการเรียนของเขานั่นเอง
“ถือเป็นความโชคดีที่ผมได้เรียนมาทางด้านการเงินและการลงทุน รวมถึงเรียนในเรื่องของกราฟเพราะช่วยได้มากในเรื่องของการตัดสินใจว่าจะเข้าลงทุนได้หรือไม่ อย่างไร เพราะเส้นกราฟจะบอกว่าจะเข้าหรือจะขายได้หรือไม่ในการลงทุน”
นอกจากลงทุนหุ้นแล้วเขายังซื้อหน่วยลงทุนทั้งกองทุนหุ้นรวมระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพราะสามารถที่จะนำไปใช้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีเมื่อสิ้นปีได้







