posttoday
ยุคอินเทอร์เน็ตเชื่อมโลก หนุนเทคโนโลยีสมาร์ทดีไวซ์

ยุคอินเทอร์เน็ตเชื่อมโลก หนุนเทคโนโลยีสมาร์ทดีไวซ์

02 กันยายน 2559

โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์

โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์

ในยุคอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things : IoTs) ที่การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมโยงและสื่อสารกันได้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้บริโภคสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยปลายนิ้ว ส่งผลให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับระบบต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้

เวโรนิกา เฉิน ผู้จัดการกลุ่มงาน บริษัท เมสเซ่ แฟรงก์เฟิร์ต นิว เอร่า บิสิเนส มีเดีย ในฐานะผู้จัดงานโกลบอล ดิจิตอล ซีเคียวริตี้ ฟอรั่ม ไทยแลนด์ (จีดีเอสเอฟ) เปิดเผยว่า เทรนด์ของเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยและสมาร์ทโฮมในประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านจากยุคอะนาล็อก ไปสู่ ยุคดิจิทัล จากการมีสมาร์ทดีไวซ์และสมาร์ทโฟนที่สามารถโอนถ่ายข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งด้านความปลอดภัยและสมาร์ทโฮมเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันมีความต้องการติดตามความเคลื่อนไหวภายในบ้านจากระยะไกล ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทดีไวซ์สู่กล้องวงจรปิดในบ้านหรือการควบคุมการสั่งการระบบความปลอดภัยต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งจะขยายตัวไปสู่ในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศจากการขยายตัวของเส้นทางการเดินทางต่างๆ และสถานที่ต่างๆ

ภาพรวมธุรกิจการรักษาความปลอดภัยทั่วโลกในปี 2558 มีมูลค่าอยู่ที่ 6.54 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 1.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2563 หรือเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของตลาดระบบรักษาความปลอดภัยของโลก ซึ่งในภูมิภาคอาเซียนมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 4.6% ในปี 2558 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 5.2% ต่อปีตั้งแต่ปี 2559-2563

การเติบโตดังกล่าวมาจากปัจจัยการขยายการลงทุนในกลุ่มที่พักอาศัย ศูนย์การค้าและโรงพยาบาล รวมทั้งนโยบายการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ส่งผลให้มีความต้องการโซลูชั่นด้านความปลอดภัยมากขึ้น และคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกอุปกรณ์สมาร์ทซิตี้ทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นจาก 115.4 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2558 เป็น 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568

สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมของประเทศไทยในปี 2559 จะมีมูลค่าอยู่ที่ 645 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ล้านบาท ในปี 2563 หรือเติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปี และคาดว่า 5 ปีจากนี้ ผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมเพื่อการดูแลผู้สูงอายุจะเติบโต 60% และผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมเพื่อการรักษาความปลอดภัย จะเติบโตเป็นอันดับที่ 2 ที่ 45%

เฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการด้านนวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างอัจฉริยะ (สมาร์ทไลติ้ง) เพื่อใช้งานในกลุ่มสมาร์ทโฮมหรือสมาร์ทออฟฟิศ มีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวอยู่ในรูปแบบการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์กับอุปกรณ์ส่องสว่างไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟหรือโคมไฟ อาทิ ฟิลิปส์ ซิตี้ทัช โซลูชั่นควบคุมไฟถนนอัจฉริยะที่ส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถมอนิเตอร์ผ่านคอมพิวเตอร์ได้ ระบบ Power-over-
Ethernet (PoE) ระบบควบคุมแสงสว่างในอาคารสำนักงาน โซลูชั่นแสงสว่างสำหรับคลังสินค้า โซลูชั่นแสงสว่างสำหรับพื้นที่จอดรถ ซึ่งเหล่านี้เป็นระบบที่ช่วยควบคุมการจัดการพลังงานให้มีความประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน ซึ่งจะมีการเติบโตควบคู่ไปกับเทคโนโลยี 3จี

ปัจจุบันทิศทางความต้องการ สมาร์ท ไลต์ติ้ง มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการต่อยอดการใช้หลอด แอลอีดี และพัฒนาการใส่ชิปอัจฉริยะเพื่อให้สามารถส่งถ่ายข้อมูลและควบคุมผ่านสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์ไปสู่สมาร์ทดีไวซ์ของผู้บริโภค โดยในอาคารสำนักงานและอาคารชุดรวมถึงคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นใหม่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อความสะดวกสบายและประหยัดพลังงาน ซึ่งแนวโน้มการพัฒนาต่อจากหลอดแอลอีดีคือ Connected Lighting

นอกจากนี้ ภาพรวมตลาดไฟฟ้าแสงสว่างปี 2558 มีมูลค่าอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 2.5% จากปีก่อน และปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 3% ซึ่งตลาดไฟฟ้าแสงสว่างในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ หลอดไฟ โคมไฟ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ บัลลาสต์ และอุปกรณ์ควบคุม โดยมีสัดส่วนดังนี้ หลอดไฟ มีสัดส่วนอยู่ที่  24% (6,100 ล้านบาท) โคมไฟจะมีสัดส่วนอยู่ที่  61% (15,382 ล้านบาท) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 14% (3,592 ล้านบาท)

นับเป็นการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตคนยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง