
มองจีนมุมใหม่หนุนเที่ยวไทย สวนเศรษฐกิจโลกชะลอ
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
ในการสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ครั้งที่ 5 โดยเสวนาประเด็นความสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-จีน ภายใต้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
จากงานวิจัยของ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ได้หยิบยกมิติทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ โดยมีกลุ่มชาวจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวอันดับ 1 คาดภายใน 4-5 ปีข้างหน้า จะมีจำนวนถึง 30 ล้านคน ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบที่ขึ้นอยู่กับการจัดการที่ดีในประเทศ และจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวได้อย่างไร
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติและกรรมการที่ปรึกษาศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ตัวแทนเปิดเผยงานวิจัยดังกล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างสิ้นเชิง พบว่าภาคการท่องเที่ยวไทยเติบโตสวนกระแสกับภาวะเศรษฐกิจโลก พร้อมนำมาซึ่งผลประโยชน์ 2 ระยะ จากคลื่นลูกที่ 1 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศ และรายได้จากภาคการท่องเที่ยว และคลื่นลูกที่ 2 คือ การท่องเที่ยวได้นำพาซึ่งนักลงทุนเข้ามายังในประเทศมากขึ้น
โดยรายได้หลักของประเทศไทย มาจากภาคการท่องเที่ยว ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก แต่ถึงอย่างไรการรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล ย่อมต้องส่งผลกระทบ ทางด้านสังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม ขึ้นอยู่กับการจัดการที่ดีภายในประเทศ เป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนในประเทศต้องตระหนักถึง
จากข้อมูลในปี 2557 พบว่าจำนวนการเดินทางท่องเที่ยว (ทริป) ของชาวจีน อยู่ที่ราว 3,844 ล้านครั้ง มีมูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว 7.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางสู่ต่างประเทศโดยประมาณเกิน 100 ล้านคน/ปี ขณะที่เดินทางสู่ประเทศไทยในปี 2556 จำนวน 4.64 ล้านคน และในปี 2557 จำนวน 4.62 ล้านคน ซึ่งในปี 2558 มีจำนวน 8 ล้านคน ดังนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 70%
โดยนักท่องเที่ยวจีนนิยมเดินทางมายังประเทศไทยเป็นอันดับที่ 4 มาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.การขยายตัวของจำนวนเที่ยวบินตรงระหว่างเมืองสำคัญของจีน กับจังหวัดต่างๆ ในไทย (Physical Flows) 2.ประสิทธิภาพการสื่อสาร และการให้ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวไทยผ่านออนไลน์ต่างๆ ของจีน (Information Flows) 3.เมืองไทยสามารถเดินทางเที่ยวได้เอง สะอาด ปลอดภัย และคุ้มค่าเงินที่จ่าย และ 4.ภัยคุกคามด้านก่อการร้ายในตะวันตก โดยเฉพาะในยุโรปมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวจีน พบว่า ทิศทางการท่องเที่ยวของชาวจีน เปลี่ยนจากเที่ยวทัวร์ เป็นการท่องเที่ยวด้วยตัวเองมากขึ้น ส่วนใหญ่มีอายุช่วง 25-34 ปี โดย 70% เข้ามาในรูปแบบการท่องเที่ยวอิสระ และ 30% เข้ามาในรูปแบบทัวร์ ซึ่ง 70% ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวด้วยตัวเอง จะหาข้อมูลตามเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลัก กล่าวได้ว่าพลังแห่งโซเชียล ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้เข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น
“แหล่งท่องเที่ยวเกือบทุกแห่งของไทยอยู่ในเว็บไซต์ของจีนเกือบทั้งหมด โดยคนจีนถึง 650 ล้านคน สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ใช้บริการการท่องเที่ยวออนไลน์ ซึ่งคนจีนจะใช้สื่อออนไลน์อย่างครบวงจร มากกว่าพฤติกรรมของคนไทย” มิ่งสรรพ์ กล่าว
พร้อมวิเคราะห์ความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทยในตลาดจีนว่า มาจาก 3 ปัจจัยคือ 1.ความสำเร็จในการเสนอข้อมูลข่าวสารสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทาน 2.ความสำเร็จในการสนับสนุนการสร้างระบบโลจิสติกส์ เช่นจำนวนเที่ยวบินตรง 3.ความสำเร็จในการสร้างระบบการชำระเงินที่สะดวกรวดเร็ว ซึ่งความสำเร็จนี้ทำให้ไทยได้อานิสงส์จากการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของตลาดจีนในอาเซียนบวก 2 และตลาดจีนกลายเป็นดาวรุ่งของไทย
ดังนั้น ไทยจึงต้องให้ความสนใจตลาดจีนเป็นพิเศษ และไม่ควมรองตลาดอาเซียนเป็นคู่แข่งในด้านการท่องเที่ยว ด้วยยังทำให้ภาคเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยเกิดการแข่งขันตลอดห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน)
รวมถึงเกิดการลงทุนด้านท่องเที่ยว โดยธุรกิจจีนมีผลต่อธุรกิจและชุมชนท้องถิ่นไทยมากขึ้น







