
บสก.พลิกโฉมหน้า...สู่ธนาคารเพื่อการพัฒนาสินทรัพย์
...ทีมข่าวการเงิน
บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) ตั้งขึ้นมาแล้ว 12 ปี เป็นหนึ่งในองค์กรที่เกิดจากวิกฤตการเงินปี 2540
บสก.มีหน้าที่รับหนี้เสีย หรือเป็น
“แบดแบงก์” ของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) ที่ถูกปิดกิจการ และโอนหนี้เสียมาให้ บสก.บริหาร ก่อนที่ บสก.จะขยายบทบาทด้วยการรับซื้อรับโอนหนี้เสียจากสถาบันการเงินอื่น“
สุเมธ มณีวัฒนา” ขึ้นแท่นเป็นกรรมการผู้จัดการ บสก.คนล่าสุด ได้เริ่มงานกับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การตั้งแต่ปี 2535 และถือว่าเป็นลูกหม้อและผู้บุกเบิกการก่อตั้ง บสก.มาตั้งแต่ต้นแม้ว่า
“สุเมธ” จะมีวาระการดำรงตำแหน่งเพียง 2 ปี แต่ก็มีโจทย์ที่ท้าทายความสามารถอยู่ไม่น้อยสุเมธ กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีของการทำงานนี้ สิ่งที่ตั้งใจคือการวางพื้นฐานทั้งคนและระบบงาน บสก. เพื่อเตรียมพร้อมรับโอนสินทรัพย์ทั้งหนี้ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) และสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) จากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ที่จะยุบเลิกในปี 2554 โดยมีมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท
บสก.มั่นใจว่ามีศักยภาพมากพอที่จะเข้าไปรับซื้อหนี้ทั้งหมดจาก บสท.ได้อย่างไม่มีข้อติดขัด และมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงอยู่ในสถานะได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเงินสดเฉลี่ยต่อเดือน เดือนละ 1,000 ล้านบาท ประกอบกับมีเงินสำรองใช้อีก 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีความพร้อมในการซื้อสินทรัพย์จาก บสท. อีกทั้ง บสท.ยังมีเงินค้างชำระกับ บสก.อีก 5,5005,600 ล้านบาท
สิ่งที่สำคัญมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ บสก.จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในปี 2555 และยกระดับเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสินทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะช่วยการซื้อขายพัฒนาสินทรัพย์ให้ครบวงจร และง่ายต่อการเข้าใจของประชาชน
สุเมธ กล่าวว่า หลังจากที่ บสก.เข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าจะมีสินทรัพย์รวม 1 แสนล้านบาท จากที่มีอยู่ในขณะนี้ที่ 7 หมื่นล้านบาท รวมทั้งยังมีแผนที่จะจัดตั้งบริษัทลูกเพิ่มเพื่อสร้างผลกำไร โดยจะยึดหลักความสามารถและถนัดที่ บสก.มีอยู่ เช่น จัดตั้งบริษัทรับสำรวจทรัพย์ บริษัทประเมินราคาทรัพย์ และบริษัทดูแลทรัพย์และประเมินทรัพย์ เพื่อที่จะต่อยอด บสก.เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสินทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป
สุเมธ ระบุว่า ในช่วง 8 ปีของการทำงานในยุค บรรยง วิเศษมงคลชัย อดีตเอ็มดี บสก. ถือว่า 4 ปีแรกเป็นการซ่อมแซม บสก. 4 ปีหลังเป็นการสร้าง บสก.
“
คุณบรรยงถือว่าทำความสำเร็จมาก ทำให้ บสก.เป็นที่รู้จัก ส่วนผมมีวาระทำงาน 2 ปี จะช่วยสานต่อและเสริม บสก.ให้แข็งแกร่งขึ้น และที่เหลือก็ให้ผู้บริหารคนใหม่สานต่อ และขยายให้ถึงเป้าหมายการเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสินทรัพย์ และนำ บสก.เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” สุเมธ กล่าวสำหรับผลการดำเนินการในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.ก.ค. 2553) พบว่า บสก.มีรายได้จากการปรับโครงสร้างหนี้และจำหน่ายสินทรัพย์รวม 8,174.48 ล้านบาท คิดเป็น 117.15% ของเป้าหมาย จากเป้าหมาย 7 เดือน ที่จำนวน 6,978 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,700 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ตามเป้าหมาย 11,963 ล้านบาท และมีกำไร 2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไร 20%
สำหรับโครงการช่วยบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจ และช่วยลูกหนี้รายย่อยโครงการ
“ช่วยคืนทรัพย์ให้คุณ” มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการ 2,112 ราย มูลค่า 3,847 ล้านบาท และโครงการผ่อนชำระกับ บสก.มีลูกค้าจำนวน 1,387 ราย รวมมูลค่าสินทรัพย์ 414 ล้านบาทปัจจุบัน ณ เดือน ก.ค. 2553 บสก.มีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) 45,566 ราย คิดเป็นมูลค่า 236,243 ล้านบาท สินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) 15,370 รายการ คิดเป็นมูลค่า 38,996 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้รับซื้อเอ็นพีเอและเอ็นพีแอลจากสถาบันการเงินรวม 15,792.08 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะรับซื้อเอ็นพีเอและเอ็นพีแอลได้ตามเป้าหมายที่ 1.9 หมื่นล้านบาท
มุมมองภาวะเศรษฐกิจ บสก. คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจจะมีอัตราการเติบโต 5.86% อัตราดอกเบี้ยน่าจะปรับตัวอยู่ที่ 2% และปีหน้าอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% ภาวะอสังหาริมทรัพย์ในตลาดบ้านมือสองคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาสสุดท้าย (ก.ย.ธ.ค.)
สุเมธ กล่าวว่า หลังจากที่มาตรการอสังหาริมทรัพย์หมดอายุจะทำให้ราคาบ้านสูง 35% เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างปรับสูงขึ้น และจากการพัฒนาแนวรถไฟฟ้าไปสู่ชานเมืองมากขึ้น จะทำให้อีก 510 ปี บ้านทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด จะมีความนิยมมากขึ้น ที่อยู่อาศัยมือสองที่ขายดีในปีนี้คือคอนโดมิเนียมกลางเมือง และใกล้แนวรถไฟฟ้า ระดับราคา 23 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จมีจำนวนมากขึ้น ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยมีไม่มากนัก
“
ปัจจัยอัตราดอกเบี้ยส่งผลกระทบกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่มาก เพราะถือว่าดอกเบี้ยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่จะส่งผลให้ลูกค้าดูสถานการณ์ก่อนการตัดสินใจซื้อ” สุเมธ ระบุอย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา บสก.ได้ว่าจ้างบริษัท ทรีนีตี้ แอ๊ดไวซอรี่ 2001 เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งเห็นวาว่าควรดำรงบทบาทของ บสก.ไว้โดยต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน
โดยภาครัฐสามารถใช้ บสก.เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพได้ทั้งในยามปกติและในช่วงที่เกิดวิกฤต
นับจากนี้ต้องติดตามภารกิจ บสก. จะสมราคาคุยการนำ บสก.ก้าวสู่การเป็นเอเอ็มซีแห่งชาติ และธนาคารเพื่อการพัฒนาสินทรัพย์ไทยได้หรือไม่







