posttoday
ฟื้น 'เส้นทางสายไหม' ขยายอำนาจจีนในอาเซียน

ฟื้น 'เส้นทางสายไหม' ขยายอำนาจจีนในอาเซียน

31 สิงหาคม 2559

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

เวลานี้ “อาเซียน” กลายเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก เพราะประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นต่างก็ต้องการขยายฐานอำนาจเข้ามาในพื้นที่แถบนี้ เพื่อหาโอกาสจากตลาด
เกิดใหม่ ในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) อีกทั้งยังต้องการคานอิทธิพลของ “จีน” ที่มีอยู่ในภูมิภาคนี้ และกำลังจะขยายออกไปทั่วโลก

ทั้งนี้ การที่ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ประกาศแนวคิด “One Belt One Road” จึงถือเป็นการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหม ซึ่งอดีตเคยเป็นเส้นทางการค้าและการขนส่งที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกกลับมาอีกครั้ง เพราะเส้นทางสายไหมนี้เชื่อมต่อ 3 ทวีปสำคัญของโลก ทั้งเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา โดยมีจุดผ่านที่จีน

สำหรับแนวคิด One Belt One Road เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมเส้นทางการขนส่ง 2 เส้นทาง คือ เส้นทางสายไหมทางบก มีลักษณะคล้ายเข็มขัดที่เชื่อมโยงจีน เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และยุโรปเข้าไว้ด้วยกัน และเส้นทางสายไหมทางทะเลที่จะเชื่อมโยงท่าเรือของจีนผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และไปสิ้นสุดที่ยุโรป

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ไว้ว่า นโยบายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการเงินของจีนอีกด้วย ในด้านหนึ่งโครงการ One Belt One Road จะช่วยเชื่อมโยงประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน และทำให้การขนส่งระหว่างจีนและประเทศต่างๆ มีความสะดวกมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น โครงการรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย และกรุงเทพฯ-มาบตาพุด และแนวคิดที่จะเชื่อมโยงโครงการรถไฟของไทยกับโครงการรถไฟลาว-จีนในอนาคต ซึ่งจะทำให้การเดินทางระหว่างไทย-จีน เร็วขึ้นกว่า 30-40% และลดต้นทุนการขนส่งได้ประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนน

“นอกจากข้อดีทางกายภาพแล้ว One Belt One Road ยังมีบทบาทสำคัญต่อการขยายอิทธิ พลความเป็นมหาอำนาจของจีนลงมายังตลาดอาเซียนที่กำลังเนื้อหอมอยู่ในขณะนี้ด้วย” รายงานจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุ

จากแนวคิด One Belt One Road ถือเป็นการวางกลยุทธ์ขยายอิทธิพลของจีนให้ค่อยๆ ซึมลึกเข้ามา ด้วยการจัดตั้งกองทุนเส้นทางสายไหมที่มีเงินทุนตั้งต้นกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการใช้เงินหยวนเพื่อชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ และผลักดันให้เงินหยวนกลายเป็นอีกสกุลเงินหลักของโลก

ขณะเดียวกันก็เป็นการขยายการค้าและการส่งออกสินค้าของจีนเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนผ่านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแนวเส้นทางสายไหม และยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการจ้างงานและกระจายรายได้ให้แก่ชาวจีนในทุกระดับ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อีกครั้ง

ดังนั้น จะเห็นว่าเทรนด์การลงทุนของนักลงทุนจีน หรือแนวโน้มภาคธุรกิจที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจขณะนี้ ยังเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ One Belt One Road ที่ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การลงทุนด้านระบบคมนาคมขนส่ง โดยจะเป็นการลงทุนด้านธุรกิจโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน คาร์โก และภาคธุรกิจอื่นๆ ในทุกมิติ เช่น พลังงานและเหมืองแร่ เกษตร เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยนั้น นักลงทุนจีนสนใจเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและร้านอาหารจีน ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนแบบการร่วมลงทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่น ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์จะมีทั้งเข้ามาลงทุนเอง และเข้ามาหาผู้ร่วมทุนชาวไทยมุ่งทำเลไปที่จังหวัดท่องเที่ยวติดอันดับของไทย รวมถึงในตัวเมืองกรุงเทพฯ ด้วย เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้นักธุรกิจจีนมองเห็นโอกาสและต้องการเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะมีความคุ้นเคยกันมากกว่า

อย่างไรก็ตาม การที่ทุนจีนรุกหนักเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ก็เป็นทั้งโอกาสเพราะได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งของภูมิภาคในการสร้างความเชื่อมโยงจากนโยบาย One Belt One Road ขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงของธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องปรับตัวตั้งรับกับสินค้าจากจีนที่จะไหลทะลักเข้ามาแย่งตลาดกับสินค้าไทยในตลาดซีแอลเอ็มวีด้วยผู้ประกอบการไทยควรจะตั้งรับกับการขยายฐานอำนาจที่มาพร้อมกับการขยายตลาดของจีนครั้งนี้ให้ดี

เพราะต้องยอมรับว่า ถ้าจะให้แข่งกันด้วยเงินทุน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยคงเป็นรองทุนจีนอยู่มาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท