
อินโดฯ เดินหน้า สู่ Tax Haven
โดย...การดี เลียวไพโรจน์
โดย...การดี เลียวไพโรจน์
นับตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลอินโดนีเซียออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ได้ประกาศผ่อนปรนกฎระเบียบการลงทุนของต่างชาติ และเปิดกว้างให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของ 100% ได้ใน 35 กลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจสร้างถนน ภาพยนตร์ การท่องเที่ยว และการจัดการขยะ และมีการเปิดกว้างการร่วมทุนจากต่างชาติมากขึ้นในกลุ่มธุรกิจที่เคยมองว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ อย่างเช่นธุรกิจโทรคมนาคมและธุรกิจสุขภาพ แม้ว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนมีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่แรงพอ
รัฐบาลอินโดนีเซียจึงเร่งสร้างแรงกระเพื่อมอีกครั้งด้วยการประกาศแนวทางการนิรโทษกรรมภาษี (Tax Amnesty) ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 18 ก.ค. 2559-31 มี.ค. 2560 เป็นระยะเวลาประมาณ 9 เดือน และจะเป็นโครงการต่อเนื่องไปอีก 3 ปี เพื่อดึงสินทรัพย์ของชาวอินโดนีเซียที่มีอยู่ต่างแดนในประเทศที่เป็น Tax Haven ต่างๆ กลับประเทศ รวมถึงป้องกันการขนเงินออกนอกประเทศ
ทั้งนี้ ตั้งเป้าเม็ดเงินที่จะกลับคืนมาถึง 1,000 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 7.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยไม่เอาผิดจากการหลบเลี่ยงภาษีในอดีต และนำเสนออัตราภาษีใหม่ที่ดึงดูดการลงทุนมากกว่า และเอาภาษีส่วนนี้มาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และเพื่อให้สอดรับกับการนิรโทษกรรมภาษี รัฐบาลยังเตรียมพิจารณาปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 25% เหลือ 17% เทียบเท่ากับภาษีนิติบุคคลของสิงคโปร์ และยังมีเสียงสนับสนุนในหน่วยงานรัฐกันเองให้ลดภาษีนี้ลงไปให้เหลือ 10% ด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่ทำให้เป็นที่ฮือฮามากที่สุด เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียประกาศแผนการเปิด Tax Haven ที่เกาะ Bintang และ Rempang ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศสิงคโปร์ โดยใช้เวลาเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่ไม่ถึง 1 ชั่วโมง และอยู่ใกล้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษ Batam ของอินโดนีเซีย ด้วยความคาดหวังว่าจะดึงเม็ดเงินของเศรษฐีชาวอินโดนีเซียกลับมา และดึงดูดให้มีการลงทุนมากยิ่งขึ้น แม้ว่ายังไม่ได้มีการระบุแผนโดยละเอียดและระยะเวลาที่ชัดเจน แนวคิดนี้ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เพราะอีกนัยสำคัญของ Tax Haven นอกจากเป็นการเปิดให้มีการลงทุนในภาษีต่ำหรือไม่มีเลย ยังเปิดให้นำเงินเข้าออกได้โดยอิสระ รัฐจะมีการควบคุมน้อยมาก ไม่มีความโปร่งใส และอาจไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน
ซึ่งประเทศที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นสิงคโปร์ เพราะมีการประมาณการว่ามีเม็ดเงินที่หลบเลี่ยงภาษีจากอินโดนีเซียที่อยู่ในสิงคโปร์สูงถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
จากการส่งเสริมการลงทุนสู่ลดภาษี มาถึง Tax Amnesty และ Tax Haven รัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยพยายามพลิกโฉมจากแนวคิด Protectionism เดิมที่ต้องการคุ้มครองธุรกิจภายใน มาสู่แนวคิดการเปิดเสรีอย่างประเทศเวียดนาม และเริ่มเตรียมตัวเข้าสู่การเจรจา TPP โจทย์ใหญ่สำคัญของรัฐบาลอินโดนีเซียขณะนี้คือการปรับกฎหมายภาษี เตรียมแนวทางการดำเนินงานทั้งในเชิงโครงสร้างและปฏิบัติ รวมถึงแก้ไขกฎหมายยิบย่อยที่ยุ่งยาก รวมถึงปัญหาคอร์รัปชั่น อย่างที่รัฐมนตรีกระทรวงการค้า ทอม เลมบอง กล่าวไว้ว่า “This is the beginning of the end of protectionism in Indonesia”







