
ภารกิจพิชิตเอ็นพีแอล ธพว.ฝัน 3 ปีหลุดบ่วงหนี้
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในแผนฟื้นฟูของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. ที่มีรัฐวิสาหกิจอยู่ 7 แห่ง ในจำนวนนี้มีรัฐวิสาหกิจ 2 แห่งที่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหา โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ คือ 1 ใน 2 ของรัฐวิสาหกิจที่มีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนผลดำเนินงานจากที่เคยขาดทุนเริ่มมีกำไรอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 1,259 ล้านบาท ทำให้ถูกจับตามองว่าน่าจะมีโอกาสได้ออกจากแผนฟื้นฟูก่อนเป็นอันดับแรกๆ
มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวถึงเป้าหมายการแก้ปัญหาเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ที่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ คนร. ตั้งเป้าหมายให้ลดหนี้เอ็นพีแอลเหลือ 1.8 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ว่า จากผลดำเนินงานล่าสุด ธนาคารสามารถลดหนี้เอ็นพีแอลได้เหลือ 1.97 หมื่นล้านบาท จากที่เคยอยู่ที่ระดับสูงที่สุดถึง 3.5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ คนร.กำหนดให้ธนาคารต้องคุมเอ็นพีแอลจากสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ไม่ให้เกิน 5% ทั้งนี้ เทียบจากยอดสินเชื่อคงค้างที่มีอยู่กว่า 9 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาหลังจากที่ธนาคารได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเป็นเวลากว่า 2 ปี จนถึงปัจจุบันธนาคารมีสินเชื่อปล่อยใหม่อยู่ราว 4.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นสินเชื่อเก่า 4.5 หมื่นล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่ได้ตามาตรฐานที่หน่วยกำกับกำหนด ซึ่งเปรียบเสมือน “น้ำดี” กำลังจะมาไล่ “น้ำเสีย” ของเก่าให้ค่อยๆ หมดไป เพราะถ้าเทียบกับวงเงินที่ลูกค้าทั้งเก่าและใหม่นำมาชำระหนี้ตกปีละ 2 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้จะมีลูกหนี้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ราว 8,000-9,000 ล้านบาท ที่ครบกำหนดชำระหนี้และปิดบัญชีไป
ขณะที่สถานะเอ็นพีแอลที่มียอดคงค้างในขณะนี้จำนวนกว่า 1.97 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 22% ของสินเชื่อรวม คาดว่าน่าจะใช้เวลาอีก 2-3 ปี ในการบริหารจัดการเอ็นพีแอลให้นิ่ง และมีมาตรฐานตามที่หน่วยงานกำกับซึ่งได้แก่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พอใจ
ทั้งนี้ วิธีการจัดการกับเอ็นพีแอลที่สถาบันการเงินใช้บริหารจัดการคือ การเพิ่มลูกหนี้ที่ดี การควบคุมหนี้ที่ปล่อยใหม่ไม่ให้เป็นหนี้เสีย ส่วนลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างแล้ว ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จึงเป็นที่มาที่ คนร. และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. กำหนดให้การสินเชื่อปล่อยใหม่ของ ธพว. ต้องมีเอ็นพีแอลได้ไม่เกิน 5% ซึ่งปรากฏว่าธนาคารสามารถควบคุมเอ็นพีแอลของลูกหนี้ที่ปล่อยใหม่ได้อยู่ที่ระดับ 1.44% ถือว่าทำได้ตามตัวชี้วัดที่ตั้งไว้อีกข้อหนึ่ง
มงคล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเอ็นพีแอลที่มีอยู่กว่า 1.9 หมื่นล้านบาท สามารถแยกเป็นลูกหนี้ที่เชื่อว่าจะติดตามหนี้ได้ หรือพวกที่ดึงเข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ กลุ่มนี้เรียกว่า “ตะกอน” มีอยู่กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท และอีกกลุ่มที่เป็นลูกหนี้ที่แก้ไขได้ยาก ลูกหนี้พวกที่มาจากการเมือง และพวกหัวหมอที่ต่อสู้เรื่องสิทธิเรียกร้อง พวกนี้มีราว 1 หมื่นราย ที่ต้องนำเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง กลุ่มนี้เรียกว่า“ตะกรัน” วงเงินรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งจากการประเมินศักยภาพลูกหนี้บางราย ธนาคารคาดว่าน่าจะต้องฟ้องร้องกันอีกหลายศาลใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7-8 ปี
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการแก้หนี้เอ็นพีแอลของธนาคารจากนี้น่าจะมีกลุ่ม “ตะกรัน” ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ยังต้องขึ้นสู่กระบวนการฟ้องร้อง ทำให้ยังมีเอ็นพีแอลคงค้างอยู่ในธนาคารอีก 5,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง คนร. และ สคร. ได้รับทราบ เพราะมีการรายงานข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่สมมติฐานของเอ็นพีแอลของลูกหนี้ที่ปล่อยใหม่ของธนาคารในอีก 2-3 ปีข้างหน้า น่าจะควบคุมให้อยู่ที่ระดับไม่เกิน 8,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนั้นยอดสินเชื่อคงค้างของธนาคารน่าจะสูงกว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว จึงทำให้ภาพรวมเอ็นพีแอลในอีก 2-3 ปีข้างหน้าของเอสเอ็มอีแบงก์จะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 1.3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 13% ของสินเชื่อรวม
สำหรับเป้าหมายต่อไปคือการลดเอ็นพีแอลให้อยู่ในระดับไม่เกิน 10% ซึ่งถือเป็นระดับมาตรฐานของสถาบันการเงินทั่วไป ซึ่งธนาคารมั่นใจว่าหากเดินตามแผนที่วางไว้คือ การดูแลลูกหนี้ที่ปล่อยใหม่ไม่ให้เป็นเอ็นพีแอล และติดตามแก้ไขปัญหาหนี้เก่าอย่างใกล้ชิด ยอดเอ็นพีแอลจะลดลงและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของสถาบันการเงินใน 2-3 ปีข้างหน้าแน่นอน







