posttoday
‘ซื้อหุ้นติดดอย’ เป็นเพราะอะไร? คำอธิบายในเชิงจิตวิทยาการลงทุน

‘ซื้อหุ้นติดดอย’ เป็นเพราะอะไร? คำอธิบายในเชิงจิตวิทยาการลงทุน

31 สิงหาคม 2559

โดย...ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์

โดย...ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์

“ติดดอย” เป็นศัพท์สแลงที่มักใช้อธิบายเวลาลงทุนพลาด ในลักษณะการถือหุ้นด้วยต้นทุนสูงกว่าราคาตลาดค่อนข้างมาก และยังมองไม่ออกว่าราคาจะกลับขึ้นไปยังต้นทุนเดิมได้เมื่อไหร่

ผู้ลงทุนเกือบทั้งหมดเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้ว บางท่านขาดทุนแบบร้องไห้หนักมากและตัดสินใจลาจากตลาดไป บางท่านยังลงทุนต่อแม้จะติดดอยอีกหลายครั้ง และบางท่านก็พยายามศึกษาข้อมูลเพื่อลดโอกาสทำผิดซ้ำเดิม ประเด็นคือเราได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์เหล่านี้บ้าง

โดยพื้นฐานแล้ว การจะติดดอยได้นั้นต้องทำ 2 เรื่องคือ (1) เข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาสูง และ (2) ไม่ยอมขายหุ้นจนกว่าราคาจะอยู่ในระดับต่ำ แม้ฟังดูตลกแต่ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเราเข้าใจว่าพฤติกรรมแต่ละเรื่องนี้เกิดจากสาเหตุอะไรแล้ว ก็จะช่วยให้หาวิธีปรับแก้พฤติกรรมต่อไปได้

การซื้อหุ้นในราคาที่สูงสามารถอธิบายได้ด้วยเรื่อง Herd Instinct หรือสัญชาตญาณการไปด้วยกันเป็นฝูง ตัวกระตุ้นพฤติกรรมนี้ถูกถ่ายทอดผ่าน DNA ของพวกเรามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เพราะในยุคก่อนนั้นมนุษย์ยังชีพด้วยการออกเข้าป่าล่าสัตว์ และรู้ดีว่าการออกไปล่าสัตว์แต่ละครั้งนั้นเป็นอันตราย ดังนั้นจึงเลือกที่จะไปเป็นหมู่มากกว่าเดี่ยวเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

มนุษย์จึงถูกโปรแกรมให้ระมัดระวังเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่น่าปลอดภัย ลองสังเกตดูก็ได้ครับ หากเราบอกให้เด็กเล็กๆ ไปเข้าเครื่องเล่นสวนสนุกประเภทบ้านผีสิงตัวคนเดียวโดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าจะเจออะไรข้างใน เด็กทั้งหมดจะปฏิเสธ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะสมองชั้นในสุดที่เรียกว่า เรพทิเลียน (Reptilian) นั้นได้เข้ามาควบคุมการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับความเสี่ยงและความอยู่รอดของชีวิตโดยอัตโนมัติ

แต่หากมีเมื่อเพื่อนสนิทที่เคยไปมาแล้วมาเล่าให้ฟังว่าสนุกแค่ไหน พร้อมกับบอกว่าจะชวนเพื่อนไปด้วยกันอีกหลายคน เด็กคนนั้นจะรู้สึกกล้าขึ้นมาทันที

การตัดสินใจของผู้ลงทุนก็แทบไม่ต่างกัน คือ จะเริ่มรู้สึกว่าตลาดหุ้นปลอดภัยน่าเข้าไปซื้อ ก็ต่อเมื่อเห็นใครอื่นๆ อีกหลายคนต่างก็ลงทุนกัน สถานการณ์แบบเสี่ยงนิดๆ อุ่นใจหน่อยๆ นี่เอง เกิดเป็นความเร้าใจท้าทาย สมองหลั่งสารโดพามีนและกระตุ้นให้ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล

ยิ่งเหตุการณ์นี้มาบรรจบกับภาวะที่ตลาดหุ้นเพิ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นมาด้วยแล้ว ก็จะรู้สึกฮึกเหิมอยากลงทุนเพิ่มเป็นทวีคูณ โดยในจังหวะนี้การตัดสินใจจะถูกครอบงำด้วยอคติที่เรียกว่า Recency Bias คือ การที่เราให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน เป็นฐานในการประเมินเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และทั้งหมดนี้ทำให้เงื่อนไขของการติดดอยข้อแรกสมบูรณ์

คราวนี้มาดูกันว่าจะเกิดอะไรหากผู้ลงทุนตัดสินใจแบบฮึกเหิม คือ เพิ่มปริมาณการลงทุนทุกครั้งที่ตลาดปรับตัวสูงขึ้น สมมติว่าซื้อหุ้นครั้งแรกที่ราคา 50 บาท จำนวน 1,000 หุ้น ต่อมาราคาเพิ่มขึ้นเป็น 60 บาท ก็จะเริ่มรู้สึกเชื่อมั่นกับการตัดสินใจของตัวเองและเข้าซื้อหุ้นในจำนวนที่มากกว่าเดิม เช่น 2,000 หุ้น พอราคาหุ้นวิ่งไปที่ 75 บาท ความฮึกเหิมที่ว่าก็จะผลักดันให้ซื้อมากขึ้นไปอีก เช่น 4,000 หุ้น รวมทั้งหมดมีหุ้นในมือ 7,000 หุ้น และเมื่อหุ้นขยับขึ้นไปที่ระดับ 80 บาท ก็จะมีกำไรที่ยังไม่ได้รับรู้จำนวน 9 หมื่นบาท (สถานการณ์ ก)

ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ สมมติว่าผู้ลงทุนยังไม่ทันได้ขาย แต่วันนั้นเองตลาดกลับทิศทำให้หุ้นที่ถือไว้ราคาลดลงเหลือ 75 บาท (สถานการณ์ ข) ผู้ลงทุนที่ใช้อารมณ์มักเลือกที่จะถือหุ้นต่อไปโดยอ้างว่าเสียดายกำไร ขอรอเด้งอีกทีแล้วค่อยออก เป็นต้น จังหวะนี้แหละที่คนเราเริ่มถูกครอบงำด้วยอคติที่เรียกว่า Loss Aversion หรือการเลี่ยงการสูญเสีย ทำให้มองว่ากำไรที่มีในมือจำนวน 5.5 หมื่นบาทนั้นให้คุณประโยชน์ (Utility) น้อยว่าส่วนต่าง 3.5 หมื่นบาท ที่ลดลงจากระดับสูงสุดก่อนหน้านี้ (คือ 90,000 ลบด้วย 55,000 บาท) และนี่ทำให้เงื่อนไขข้อที่ 2 ของการติดดอยสมบูรณ์

พอสถานการณ์ไม่เป็นดั่งหวัง ราคาหุ้นยิ่งดิ่งลึกไปเรื่อยๆ อคติก็จะแรงขึ้นและบดบังการตัดสินใจเชิงตรรกะที่บอกให้เราตัดใจขายเพื่อทำกำไรส่วนน้อยไปเสีย คราวนี้พอจะเดาออกไหมครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากหุ้นร่วงไปกองที่ราคา 60 บาท และจากที่กำไรเกือบแสนกลายมาเป็นขาดทุนหลายหมื่น? (สถานการณ์ ค)

คนจำนวนไม่น้อยจะตัดใจขายขาดทุนออกในรอบนี้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะในสถานการณ์ที่ราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ผู้ลงทุนจะถูกครอบงำเพิ่มเติมด้วย Recency Bias เกิดอาการท้อแท้สิ้นหวัง สมองตีความว่าขาดทุนคือความสูญเสีย และความสูญเสียคือความเจ็บปวด ท้ายที่สุดเมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็จะตัดใจขายหุ้นออกมาในระดับที่ต่ำมากๆ

จบรอบ Zero-Sum Game ผู้แพ้จ่ายเงินให้กับผู้ชนะไป

การจะแก้พฤติกรรมลงทุนซื้อหุ้นราคาแพงนั้นอยู่ที่การฝึกใช้ “ตรรกะ” ในการตัดสินใจ ไม่ปล่อยตัวเองถูกครอบงำด้วยอารมณ์ นักลงทุนมืออาชีพทั้งสาย Fundamental และ Technical เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเขาเหล่านั้นเน้นการศึกษาข้อมูลของบริษัทหรือตลาดหุ้น อดทนรอจังหวะ และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองมากกว่าการพึ่งพาการใบ้หุ้นเด็ดจากผู้อื่น ส่วนการจะแก้พฤติกรรมหุ้นตกแล้วไม่ขายนั้น ต้องเน้นบริหารความเสี่ยงด้วยการกำหนดเป้าว่ายอมให้ขาดทุนได้กี่บาทหรือกี่เปอร์เซ็นต์ก่อนที่จะตัดขาดทุน ไม่ใช่ปล่อยไปไหลไปเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว

ฝากไว้เท่านี้ก่อนครับ บทความของผมครั้งหน้าในวันที่ 19 ก.ย. 2559 จะนำเทคนิคจำกัดความเสี่ยงของการซื้อขายหุ้นมาเล่าให้ฟังครับ

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล