
อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG)
จิตรา อมรธรรม
จิตรา อมรธรรม
กําไรปกติในงวดไตรมาสแรกปี 2560 (เม.ย.-มิ.ย. 2559) ที่เพิ่มขึ้น 27.7% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาสและ 63.1% เมื่อเทียบปีต่อปีสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินหลายๆ สกุล ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้น เศรษฐกิจออสเตรเลียและอีกหลายประเทศที่เป็นตลาดของบริษัทยังไม่ฟื้นตัวดีนัก แต่รายได้รวมกลับทำ New High และยังรักษา EBITDA Margin ได้ที่ 21.9% อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยที่ทำได้ 19-23% แนวโน้มธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกยังสดใส ส่วนธุรกิจฉนวนยางเติบโตค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง รองรับการขยายตัวได้อีกมากทั้ง Organic และ Inorganic เราปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 16 บาท จาก 15 บาท หลังปรับอัตราการเติบโตของกำไรปกติในช่วง 2 ปีนี้ (ปี 2560-2561) สูงกว่าเดิม
ธุรกิจยังคงแข็งแกร่งและมีพัฒนาการต่อเนื่อง
กำไรจากการดำเนินงานปกติไม่รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในงวดไตรมาสแรกปี 2560 (เม.ย.-มิ.ย. 2559) ที่ 392.3 ล้านบาท +27.7% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส +63.1% เมื่อเทียบปีต่อปีแสดงถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ และธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกของ EPG ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายได้ของธุรกิจฉนวนยางแม้ไม่ทำ New High แต่ต่ำกว่ายอดที่สูงที่สุดในไตรมาส 2 ปี 2559 (ก.ค.-ก.ย. 2558) เพียง 5% และยังแสดงถึงการตัดสินใจที่ถูกต้องในการซื้อ TJM (สินค้าตกแต่งรถ 4WD และ SUV และอุปกรณ์เดินป่า มีสาขาทั่วออสเตรเลีย สหรัฐ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ในช่วงต้นปี 2558 เพราะทำให้รายได้ของธุรกิจ ARK เพิ่มจากไตรมาสละ 500-600 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท/ไตรมาส ภายในเวลาเพียง 1 ปี ขณะเดียวกันก็เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ ARK จากเดิม 21-23% เป็น 27-33%
พิสูจน์แล้วว่าราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนไม่มีผลต่อผลประกอบการ
อัตรากำไรขั้นต้นในงวดไตรมาสแรกปี 2560 (เม.ย.-มิ.ย. 2559) รวมทั้ง 3 ธุรกิจ อยู่ที่ 32.9% ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นแทบตลอดทั้งไตรมาสจาก 38 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็น 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงกว่านี้คือ 55-67 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 30.8% หรือหากดูเป็นรายธุรกิจจะพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจฉนวนยางและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งวัตถุดิบต้นน้ำเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจฉนวนยางเพิ่มจาก 35-40% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็น 41% ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพิ่มจาก 20-25% เป็น 30% ในปัจจุบัน พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการผลิต การเพิ่มนวัตกรรมให้กับสินค้า และ Economy of Scale ไม่ได้ขึ้นกับราคาน้ำมันที่ผันผวนอยู่ในขณะนี้
โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น
นับตั้งแต่เข้าตลาดฯ ฐานะทางการเงินของ EPG แกร่งขึ้นเป็นลำดับ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2559 D/E อยู่ที่ 0.3 เท่า ส่วน Interest-bearing Debt to Equity ยิ่งต่ำเพียง 0.1 เท่า ค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยคิดเป็นเพียง 1% ของต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมด เปิดโอกาสให้ EPG ขยายการลงทุนได้อีกมากทั้ง Organic และ Inorganic Growth โดยเฉพาะในยุคดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ นอกจากนี้วงจรเงินสดก็ดีขึ้นเป็นลำดับจาก 5.3 เดือน คาดว่าจะเหลือ 4.3 เดือนสิ้นปีบัญชี 2560 (มี.ค. 2560)
คงกำไรปกติปี 2560 แต่ปรับปี 2561 ขึ้น ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 16 บาท
กำไรปกติงวดไตรมาสแรกปี 2560 (เม.ย.-มิ.ย. 2559) คิดเป็น 23% ของประมาณการทั้งปีที่เราคาด 1,650 ล้านบาท +30.3% เมื่อเทียบปีต่อปี เราจึงคงประมาณการปี 2560 (สิ้นสุด มี.ค. 2560) แต่ปรับกำไรปกติปี 2561 (สิ้นสุด มี.ค. 2561) ขึ้นเล็กน้อย 3% เป็น +15.3% เมื่อเทียบปีต่อปีสะท้อนค่าใช้จ่ายขายและบริหารและดอกเบี้ยจ่ายที่มีแนวโน้มต่ำกว่าคาด อัตราการเติบโตของกำไรในช่วง 2 ปีนี้ที่เพิ่ม
เป็นเฉลี่ย 23% จากเดิม 18% ทำให้เราปรับ PE ขึ้นจาก 25 เท่าเป็น 27 เท่า (PEG 1.2 เท่า อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่ 1.0-1.5 เท่า) ราคาเป้าหมายปี 2560 (สิ้นสุด มี.ค. 2560) จึงเพิ่มเป็น 16 บาท จากเดิม 15 บาท ยังคงแนะนำซื้อ







