
สำรวจความต้องการผู้บริโภคประหยัดมากกว่าเครื่องแรง
โดย...ฟอร์ด ประเทศไทย
โดย...ฟอร์ด ประเทศไทย
ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ขับขี่เมื่อถึงคราวเลือกซื้อรถคันใหม่จะให้ความสำคัญกับสิ่งใด ระหว่างประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันกับกำลังของเครื่องยนต์
ทั้งนี้ จากการสำรวจความต้องการของผู้ขับขี่มากกว่า 9,500 คน จาก 11 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทยจำนวน 1,026 คน ซึ่ง ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี จัดทำขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. 2559
จากผลสำรวจดังกล่าวพบว่า สัดส่วนมากกว่า 79% ของผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันมากกว่ากำลังของเครื่องยนต์
เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันนั้น 4 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสอบถามจากประเทศไทย กล่าวว่า ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย เหตุผลหลักอื่นๆ ยังรวมถึงความใส่ใจที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในสัดส่วนราว 60% และความกังวลต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นราว 48%
เควิน ทาลลิโอ หัวหน้าวิศวกร ฝ่ายวิศวกรรมเครื่องยนต์ ฟอร์ด เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า บริษัทได้จัดทำแบบสอบถามนี้ขึ้นเพื่อเรียนรู้ทัศนคติของผู้บริโภคเกี่ยวกับการประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเมื่อเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่ ซึ่งประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันยังคงเป็นหนึ่งในความกังวลหลัก ผู้บริโภคยังคงกังวลกับค่าน้ำมัน ไม่ว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม
นอกจากนั้น แบบสอบถามดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการในการประหยัดค่าใช้จ่ายและลักษณะนิสัยในการเติมน้ำมันอีกด้วย ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยหลายคนได้ใช้วิธีการต่างๆ เพื่อประหยัดเงินเมื่อต้องเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน เช่น 55% จะรอเติมน้ำมันเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันลง ส่วน 43% จะเติมน้ำมันเฉพาะที่สถานีที่ได้รับแต้มสะสมเท่านั้น และ 32% ยังใช้คูปองลดราคาอยู่เสมอ ในขณะที่ 44% เติมน้ำมันเมื่อจำเป็นไม่ว่าราคาเท่าใดก็ตาม
สำหรับพฤติกรรมผู้ขับขี่ได้เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ โดยมากกว่า 49% จะเปลี่ยนลักษณะนิสัยการขับขี่เพื่อใช้น้ำมันน้อยลง และอีกกว่า 42% วางแผนที่จะขับรถให้น้อยลงในอีก 1 ปีจากนี้ โดยเกือบ 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุถึงสาเหตุในความต้องการประหยัดว่า จะนำเงินไปเก็บออม 20% และจะนำเงินไปใช้กับครอบครัว 59%
ผลสำรวจเหล่านี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับความกังวลต่อราคาน้ำมันในประเทศไทย โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 46% เชื่อว่าราคาน้ำมันจะยังคงผันผวนไปจนถึงปีหน้า ซึ่งถึงแม้ผู้ขับขี่ชาวไทยมีความตื่นตัวจากราคาน้ำมัน แต่พบว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่มีการวางแผนระยะยาวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยกว่า 57% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยอมรับว่าไม่ได้พิจารณาถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเป็นเจ้าของรถยนต์เมื่อเลือกซื้อรถคันใหม่ รวมไปถึงค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษาต่างๆ และ 45% พร้อมที่จะจ่ายมากขึ้นเพื่อซื้อรถที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน เพื่อลดค่าน้ำมันในอนาคต
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคจำนวนมากที่วางแผนจะซื้อรถคันใหม่ในปีหน้า ซึ่งกำลังพิจารณาทางเลือกรถยนต์ที่สามารถประหยัดน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นดังนี้ 54% วางแผนที่จะซื้อรถที่เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และ 31% วางแผนที่จะซื้อรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า ส่วน 20% วางแผนที่จะเปลี่ยนไปซื้อรถที่มีขนาดเล็กลง
แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคในปัจจุบันมีความคาดหวังยิ่งกว่าผู้บริโภคในยุคก่อนๆ ให้รถยนต์สามารถประหยัดน้ำมันได้อย่างยอดเยี่ยมและยังคงประสิทธิภาพในการขับขี่ตามที่ต้องการ ทั้งการเร่งเครื่องหรือการควบคุมรถในสภาพการจราจรที่ติดขัด เครื่องยนต์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคเช่นกัน
ดังนั้นเอง จึงสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนารถยนต์ที่ประหยัดพลังงานขึ้น แต่รักษาไว้ซึ่งประสิทธิภาพ







