
แอคคอร์ด ฟูลไฮบริด จัดเต็มเทคโนโลยี
ถือเป็นอีกตลาดหนึ่งที่น่าจับตามองไม่น้อยสำหรับกลุ่มรถยนต์ไฮบริด ย้อนกลับไปถึงตลาดรถไฮบริดที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ใช่ตลาดที่มียอดขายโดดเด่นในประเทศไทย ซึ่ง 3 ปีย้อนหลังมียอดขายอยู่ที่ 5,257 คัน ในปี 2557 และ 5,857 คัน ในปี 2558 โดยในปี 2559 มีการคาดการณ์อยู่ที่ 6,000 คัน
ถือเป็นอีกตลาดหนึ่งที่น่าจับตามองไม่น้อยสำหรับกลุ่มรถยนต์ไฮบริด ย้อนกลับไปถึงตลาดรถไฮบริดที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ใช่ตลาดที่มียอดขายโดดเด่นในประเทศไทย ซึ่ง 3 ปีย้อนหลังมียอดขายอยู่ที่ 5,257 คัน ในปี 2557 และ 5,857 คัน ในปี 2558 โดยในปี 2559 มีการคาดการณ์อยู่ที่ 6,000 คัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตในระดับคงที่ใกล้เคียงกันมาโดยตลอด หลักใหญ่ใจความสำคัญมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลในเทคโนโลยีนี้ ยังไม่มีเหตุจูงใจสำคัญให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไป
แต่กระนั้นเทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีทางเลือกเพื่อการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนองความต้องการให้กับตลาดได้ จึงเป็นส่วนที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายต่างๆ ไม่ยอมเสียภาพลักษณ์ในการเป็นบริษัทที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม
ตลาดใหญ่ของไฮบริดจึงตกลงมาอยู่ในกลุ่มรถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (ดี-เซ็กเมนต์) ที่ระดับราคาเกินล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากเมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวถูกเพิ่มเติมเข้าไปในระดับราคารถยนต์ประเภทนี้จะดูเหมือนไม่มีความแตกต่างเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคได้
“โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสได้ลองสัมผัสกับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก ฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชั่นที่ 9 และผสานด้วยระบบการขับเคลื่อนแบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Drive (i-MMD) แบบ Full Hybrid
จุดเด่นและข้อแตกต่างกับรถยนต์ในระดับเดียวกันอยู่ตรงนี้ ตรงที่เป็นไฮบริดแท้นั่นหมายความว่า สิ่งที่จะทำให้ล้อหมุนไปได้คือมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ส่วนเครื่องยนต์มีหน้าที่ในการปั่นมอเตอร์ไฟฟ้าให้ขับเคลื่อน รวมถึงการเก็บพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ ซึ่งสามารถนำพลังงานจากการปั่นมอเตอร์ไฟฟ้าที่เหลือชาร์จกลับไปสู่แบตเตอรี่ในขณะขับขี่พร้อมเหยียบคันเร่งก็มีการชาร์จไฟ้ฟ้ากลับสู่แบตเตอรี่ไปด้วยกัน
นอกจากนั้น มอเตอร์ไฟฟ้ายังให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 315 นิวตัน-เมตร โดยมี Power Control Unit (PCU) ควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งสองตัว ซึ่งระบบการขับขี่ในโหมดมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 120 กม./ชม. รวมถึงระบบไฮบริดนี้ยังมีการพัฒนาชุดล็อกอัพคลัตช์ ส่งผลให้ขนาดและน้ำมันของไฮบริดทั้งระบบลดลงราว 20 กม. แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของการขับขี่
ขณะที่เครื่องยนต์ที่ใช้ปั่นมอเตอร์ไฟฟ้าในรถยนต์คันนี้มาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ทดรีม ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้าที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 175 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันทั้งระบบแล้วจะส่งผลให้มีกำลังสูงสุดที่ 215 แรงม้า พร้อมกับทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน 1.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง รวมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 99 กรัม/กม.
อารมณ์การขับขี่ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่คันนี้ ให้อัตราการตอบสนองที่ดีในทุกย่านความเร็ว ซึ่งการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับเกียร์ไหลลื่นต่อเนื่องได้ดี ซึ่งสิ่งที่สัมผัสได้อีกอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่ฮอนด้าใส่โหมดการขับขี่ตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย อาทิ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด โหมดการขับขี่ด้วยระบบเครื่องยนต์ และสุดท้าย โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ที่ฮอนด้ามองเห็นถึงความต้องการด้านความสนุกสนานในการขับขี่ ควบคู่กับการประหยัดเชื้อเพลิงแบบไฮบริดในรถยนต์คันนี้
ไฮไลต์สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ฮอนด้า เซนซิ่ง (Honda Sensing) ที่นำเอาเทคโนโลยีของเรดาร์กับกล้องด้านหน้ามาตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนนแล้วแจ้งเตือนด้วยระบบต่างๆ ดังนี้
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control) ที่ช่วยควบคุมความเร็วคงที่ตามที่ผู้ขับตั้งไว้ และระบบจะปรับความเร็วอัตโนมัติให้สัมพันธ์กับคันหน้าทั้งระยะห่างและความเร็ว
ระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System) ซึ่งจะช่วยตรวจจับและเตือนการชนด้านหน้า และช่วยลดความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้รถคันหน้า รวมถึงมีการสั่นเตือนที่พวงมาลัยและ
ไฟกะพริบบริเวณกระจกหน้า
ระบบช่วยควบคุมแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Keeping Assist System) ซึ่งจะตรวจจับเส้นแบ่งช่องจราจร โดยระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัยเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถอยู่ในช่องทาง โดยระบบจะเริ่มทำงานที่ช่วงความเร็ว 72-180 กม./ชม. ทำงานร่วมกับระบบ Road Departure Mitigation (RDM) และ Lane Departure Warning (LDW) ที่จะช่วยดึงรถให้กลับสู่ช่องทางเมื่อระบบเรดาร์ตรวจพบว่ารถอยู่ในสภาวะเบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ พร้อมส่งสัญญาณเตือนและสั่นที่พวงมาลัย ซึ่งหากยังคงเบี่ยงออกนอกช่องทางจนอาจจะเกิดอุบัติเหตุระบบจะช่วยเบรกเพื่อชะลอความเร็วลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทาง
นอกจากนี้ ยังมีระบบอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนช่องทางจราจร กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ เสียงเตือนภายนอกรถขณะขับขี่ด้วยโหมดมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งเต็มที่ด้วยระบบความปลอดภัยซึ่งสามารถช่วยเหลือและใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
ด้านการออกแบบภายในห้องโดยสารดูหรูหรามีระดับพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะสมกับการที่เป็นรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (ดี-เซ็กเมนต์) เช่นนี้ แต่ข้อสังเกตมีอยู่ที่เสียงภายในห้องโดยสารขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงอาจจะมีเสียงดังไปเล็กน้อย แต่เมื่อแลกด้วยช่วงล่างที่ให้การตอบสนองที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าคงจะพอทดแทนและให้อภัยกันได้อยู่
ราคาค่าตัวของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ คันนี้ อยู่ที่ 1.65 และ 1.84 ล้านบาท ซึ่งเวลานี้คงพูดได้ว่า รถยนต์คันนี้น่าจะเหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันได้ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ใส่เข้ามาล้ำหน้าไม่น้อย







