posttoday
แค่...ปลายทาง

แค่...ปลายทาง

29 สิงหาคม 2559

กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายปรับระบบการคัดเลือกนักศึกษาเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยใหม่ เพื่อแก้ปัญหาผู้ปกครองต้องวิ่งรอก พาลูกไปสอบรับตรงตามแต่ละมหาวิทยาลัย เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก เพราะต่างคนต่างรับ จึงจะบรรเทาทุกข์โดยกำหนดให้มีการสอบ GAT/PAT และ 9 วิชาสามัญหลังจากนักเรียน ม.6 เรียนจบในเดือน มี.ค.

กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายปรับระบบการคัดเลือกนักศึกษาเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยใหม่ เพื่อแก้ปัญหาผู้ปกครองต้องวิ่งรอก พาลูกไปสอบรับตรงตามแต่ละมหาวิทยาลัย เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก เพราะต่างคนต่างรับ จึงจะบรรเทาทุกข์โดยกำหนดให้มีการสอบ GAT/PAT และ 9 วิชาสามัญหลังจากนักเรียน ม.6 เรียนจบในเดือน มี.ค.

จากนั้นให้นำคะแนนนี้มาผ่านระบบที่เรียกว่า เคลียริ่งเฮาส์ (Clearing House) เปรียบดังระบบกลางที่ทุกมหาวิทยาลัย ทุกคณะ ทุกสาขาเข้ามารวมกัน แล้วให้นักเรียนเลือก 4 อันดับ เรียงคะแนน ให้รู้กันเลยว่าได้หรือไม่ได้ หากได้และยืนยันสิทธิก็จะถูกตัดออกจากระบบ  จะได้ไม่ต้องไปกันที่คนอื่น หากไม่ได้ก็ยังมีการตัดตัวอีกรอบ หากสองรอบแล้วยังไม่ได้ ก็ยังมีโอกาสสมัครเข้าโครงการรับตรงของมหาวิทยาลัยที่ยังได้นักศึกษาไม่เต็ม

ระบบนี้ช่วยลดความลำบากของผู้ปกครองได้ ช่วยให้นักเรียนเครียดครั้งเดียว จบความเครียดเร็ว กระทรวงศึกษาฯ ต้องการช่วยจริงๆ แม้ว่าคงไม่มีระบบไหนที่จะสมบูรณ์แบบที่สุด ที่สร้างความพึงพอใจให้กับทุกคน หรือทุกภาคส่วน

อย่างไรก็ตาม อาจมีคำถามเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ เนื่องจากการตัดตัวแบบใช้ระบบกลางร่วมกัน มหาวิทยาลัยชั้นนำย่อมไม่มีปัญหา เพราะยังไงนักเรียนก็เลือกอยู่ใน 4 อันดับแรก ได้กรองเด็กเก่งไปก่อน ขณะที่มหาวิทยาลัยขนาดเล็ก หรืออาจมีชื่อเสียงน้อยกว่า ก็ต้องไปลุ้นในรอบสอง หากยังได้เด็กไม่ครบ ก็ต้องรีบไปรับสมัครตรงอีกรอบ แข่งกับมหาวิทยาลัยระดับเดียวกัน

มหาวิทยาลัยเอกชนก็ต้องรอลุ้นว่าจะเหลือเด็กมาถึงมือเท่าไหร่ ยิ่งหากมหาวิทยาลัยไหนจะกลับมาเปิด-ปิดเทอมแบบเดิม คือ ในเดือน มิ.ย.ยิ่งยาก เพราะจะมีช่วงเวลาสั้นมากในการรับนักศึกษา

แต่มหาวิทยาลัยยังมีโอกาสรับแบบโควตาพิเศษ ที่สามารถรับเด็กได้ตามความประสงค์ก่อน ด้วยการสัมภาษณ์ หรือดูประวัติผลงานของนักเรียน ที่สามารถเลือกตามความต้องการของแต่ละมหาวิทยาลัย ก่อนจะมีการเข้าสู่ระบบรวม จึงถือว่าระบบใหม่นี้น่าจะลองใช้ดู

แต่ประเด็นสำคัญในห้วงเหวของปัญหาการศึกษาไทย ไม่ใช่เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะเด็กไทยกว่าจะถึงระดับอุดมศึกษาก็อายุ 18 ปีแล้ว ใช้เวลาเพียงอีกแค่ 4 ปีในระดับปริญญาตรี อาจไม่สามารถเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นยอดคน ไปสร้างชาติได้ตามความฝัน ดังนั้นเรื่องระบบรับเด็กเข้ามหาวิทยาลัยจึงเป็นเพียงเรื่องปลายทาง

ปัญหาจริงอยู่ที่เด็กอนุบาลและประถม หากเราไม่สามารถสร้างเด็กรุ่นนี้ให้ได้คุณภาพสูงสุดได้ เมื่อต้นทางไม่เก่ง จะไปหวังให้ปลายทางเก่งก็ยากเต็มที เด็กที่เข้าเรียนอนุบาลหรือประถม ผมมีความเชื่อว่าสมองใกล้เคียงกัน แต่ทำไมเมื่อเวลาผ่านไปในระบบโรงเรียนไทย กลับสร้างผลผลิตออกมาต่างกันราวฟ้ากับดิน ที่เก่งก็เก่งไปเลย ที่ไม่เก่งก็อ่อนแอเหลือเกิน แสดงว่ามีปัญหาระหว่างทาง กว่าจะถึงอุดมศึกษาก็สายไปเสียแล้ว

ดังนั้น หลักในการแก้ปัญหาการศึกษาของชาติ อาจต้องใช้ลงไปที่การศึกษาในระดับวัยเยาว์เพื่อแก้ที่ต้นทาง แต่วันนี้มีการพูดถึงการศึกษาระดับอนุบาลและประถมน้อยมาก การคาดหวังให้มหาวิทยาลัยสร้างยอดคนใน 4 ปี ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นธรรม เพราะปัจจุบันมหาวิทยาลัยก็มีภารกิจหลายด้าน ทั้งสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรม รัฐบาลต้องช่วยเตรียมคนให้กับมหาวิทยาลัยไทยด้วย หากได้คนเก่งคุณภาพดีมากเท่าไหร่ เปรียบดังวัตถุดิบที่ดี การสร้างต่อก็ง่าย ก็ยิ่งดีขึ้น

เรื่องการปรับระบบเพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย อาจช่วยให้สะดวกขึ้นที่ปลายทาง แล้วที่ต้นทางเราจะทำอย่างไรดี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท