
จึนรุกไล่สร้าง ‘ไฮสปีด’ กดดันทีมเจรจา-กล่อมกู้สกุลหยวน
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจมหภาคโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจมหภาคโพสต์ทูเดย์
พลันที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ส.ค. เร่งรัดให้กระทรวงคมนาคมเจรจากับรัฐบาลจีนให้ได้ข้อยุติ เพื่อเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นกรุงเทพฯ-นครราชสีมา หรือ “ไฮสปีดจีน” ให้ได้ภายในเดือน ก.ย. 2559 เพราะเกรงว่าหากปล่อยให้การเจรจายืดเยื้อก็อาจจะไม่ได้ก่อสร้าง แต่กลับทำให้ฝ่ายไทยเสียแต้มต่อในการเจรจา
นั่นเพราะในช่วงการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 13 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 23-24 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่มี อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม และหวัง เสี่ยวเทา รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เป็นประธานการประชุมร่วม
การประชุมเริ่มต้นด้วยการประชุมระดับทีมงานของฝ่ายไทยและจีนในวันที่ 23 ส.ค. หรือเรียกได้ว่าเป็นการประชุม “โต๊ะเล็ก” ซึ่งทันทีที่เริ่มการประชุม พีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาเป็นฝ่ายถูกรุกไล่บนโต๊ะเจรจาที่มีอารมณ์เกรี้ยวกราด
“ฝ่ายจีนส่งรายละเอียดแบบก่อสร้างรถไฟไทย-จีนช่วงแรกให้ฝ่ายไทย แต่ปรากฏว่าวัสดุก่อสร้างทั้งหมดกำหนดโดยใช้ Code วัสดุก่อสร้างของจีน โดยฝ่ายจีนให้เหตุผลว่าที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะระยะเวลาออกแแบบมีน้อย ดังนั้น การออกแบบจึงเป็นไปตามมาตรฐานของจีน ฝ่ายไทยจึงขอให้ฝ่ายจีนเปลี่ยน Code วัสดุก่อสร้างโดยให้เทียบเคียงกับวัตถุก่อสร้างของไทยทีละส่วน เพราะหากใช้ Code วัสดุก่อสร้างของจีนจะมีผลกระทบต่อการประกวดราคาก่อสร้างหาผู้รับเหมาของฝ่ายไทยได้ ทำให้การเจรจายืดเยื้อจนถึงขั้นมีเสียงตบแฟ้มลงบนโต๊ะเจรจาด้วยเสียงดัง” รายงานข่าวจากที่ประชุมระบุ
ท้ายที่สุดประชุมโต๊ะเล็กได้ข้อสรุปร่วมกัน โดยฝ่ายจีนจะนำวัดสุก่อสร้างที่อยู่ในแบบที่เป็น Code วัสดุก่อสร้างของจีน ไปปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกับวัสดุก่อสร้างของไทย ยกเว้นวัสดุก่อสร้างหรือสินค้าที่ไม่มีในไทยจึงจะใช้ Code วัสดุก่อสร้างของจีนตามเดิม
“การเริ่มก่อสร้างโครงการรถไฟไทย-จีนช่วงที่ 1 ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร อาจต้องล่าช้าจากกำหนดเดิมที่จะเริ่มก่อสร้างในเดือน ก.ย.นี้ เนื่องจากเพราะแบบที่ทางจีนส่งมาให้นั้น เป็นการกำหนดในแบบก่อสร้างที่วัสดุทั้งหมดเป็นรหัสและมาตรฐานของจีน ซึ่งไม่สามารถนำมาเทียบรหัสกับมาตรฐานไทยได้ จึงทำให้ไม่สามารถถอดราคาออกมาได้ ดังนั้น ฝ่ายจีนได้รับข้อเสนอของฝ่ายไทยไปแก้ไขและกำหนดให้แก้ไขให้เสร็จภายใน 10 วัน คาดว่าในเดือน ก.ย.น่าจะแก้แบบเสร็จ จากนั้นจะฝ่ายไทยจะถอดราคาและเปิดประมูลหาผู้รับเหมา โดยจะไม่มีการใช้วิธีพิเศษใด จึงคาดว่าภายใน 2-3 เดือนจากนี้การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นได้” อาคม ให้สัมภาษณ์ผลการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 13 ที่กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา
แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้ฝ่ายจีนว่าไทยจะเดินหน้าโครงการอย่างแน่นอน ฝ่ายไทยจะแสดงความพร้อมด้วยการเร่งรัดกระบวนการภายใน คือ การขออนุมัติโครงการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และขั้นตอนการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
ทว่าการเจรจายังไม่จบลงง่าย เมื่อฝ่ายจีนเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการในรายการที่ 2-10 ที่จะแยกออกมาจากค่าก่อสร้าง ประกอบด้วย รายการที่ 2 แบบโครงสร้างทางระดับดิน รายการที่ 3 แบบโครงสร้างสะพานยกระดับ สะพานและท่อลอด รายการที่ 4 แบบอุโมงค์ รายการที่ 5 แบบงานระบบราง รายการที่ 6 แบบระบบอาณัติสัญญาณ การสื่อสารและข้อมูลการเดินรถ รายการที่ 7 แบบระบบไฟฟ้าและระบบจ่ายกำลังไฟฟ้า รายการที่ 8 แบบอาคารต่างๆ รายการที่ 9 แบบอาคารปฏิบัติการและการผลิตอุปกรณ์อื่นๆ และรายการที่ 10 อุปกรณ์และโครงสร้างชั่วคราว ซึ่งฝ่ายไทยเห็นว่าสูงเกินไป ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจะสรุปค่าใช้จ่ายร่วมกันอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งที่ 13 ฝ่ายจีนยังยืนกรานจะให้ฝ่ายไทยกู้เงินจากจีนภายใต้สกุล “เงินหยวน” ซึ่งเป็นข้อเสนอที่จีนยกขึ้นมาหารือในการประชุมครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.และครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 27-28 ก.ค.
“ในการประชุมครั้งที่ 12 ฝ่ายจีนได้จัดส่งเงื่อนไขเงินกู้เบื้องต้นในสกุลเงินหยวนและร่างแก้ไขสัญญาเงินกู้ให้ฝ่ายไทย ขณะที่ฝ่ายไทยของให้ฝ่ายจีนจัดส่งเงื่อนไขเงินกู้เบื้องต้นในสกุลเงินเหรียญสหรัฐให้ฝ่ายจีน ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 13 ฝ่ายจีนได้อธิบายภาพรวมตลาดตราสารหนี้ของประเทศจีน จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้หารือวิธีการคำนวณเงื่อนไขเงินกู้สกุลเงินหยวน แต่ฝ่ายไทยได้ยืนยันเป็นหนังสือขอให้ฝ่ายจีนจัดส่งเงื่อนไขเงินกู้เบื้องต้นในสกุลเงินเหรียญสหรัฐอีกครั้ง” บันทึกการประชุมคณะกรรมการฯ ระบุ
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในประเด็นการเจรจาเงินกู้ เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังต้องไปพิจารณาว่าจะกู้เป็นเงินสกุลหยวนหรือเงินเหรียญสหรัฐ โดยเมื่อสวอปค่าเงินบวกอัตราดอกเบี้ยแล้ว ไทยจะต้องได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ไม่แพง และทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหารือรายละเอียดของร่างสัญญาเงินกู้ต่อไป หลังจากที่ ครม.อนุมัติดำเนินโครงการแล้ว
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าการเริ่มก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมาอาจไม่จบลงง่ายๆ โดยเฉพาะการประชุมครั้งที่ 14 ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 19-21 ก.ย.นี้ ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงการเจรจาที่ละเอียดอ่อน เพราะเป็นการเจรจารายละเอียดร่างสัญญาโครงการหรือ EPC (Engineering Procurement Construction) 1 คือ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และ EPC 2 ที่แยกเป็น 3 สัญญาย่อย คือ 1.สัญญาการออกแบบรายละเอียด 2.สัญญาที่ปรึกษาควบคุมงาน และ 3.สัญญางานระบบราง ระบบไฟฟ้า และเครื่องกล รวมทั้งขบวนรถและการฝึกอบรมบุคลากร







