posttoday
แนะเก็งกำไรหุ้นได้ดีมาบตาพุด

แนะเก็งกำไรหุ้นได้ดีมาบตาพุด

19 สิงหาคม 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี คาดว่าจะสามารถสรุปประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงได้ภายในวันที่ 23 ส.ค.นี้ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเป็นหน่วยงานออกประกาศประเภทกิจการรุนแรง ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไข ให้มีความละเอียดมากกว่าที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา

การออกประกาศดังกล่าวจะทำให้โครงการที่ถูกระงับการดำเนินกิจกรรมชั่วคราวอยู่ในขณะนี้ หากไม่ได้มีชื่ออยู่ในประเภทกิจการดังกล่าวก็จะสามารถกลับมาดำเนินการได้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์แนะนำเก็งกำไรหุ้นเหล่านี้

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พัฒนสิน แนะนำเก็งกำไรหุ้นที่จะหลุดจากการเป็นกิจการที่รุนแรง ได้แก่ บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

ทั้งนี้ ผลการพบ PTTCH ของบรรดานักวิเคราะห์ล่าสุดผู้บริหาร PTTCH ชี้แนวทางว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีน่าจะลดลงอย่างหนักในครึ่งปีหลัง เนื่องจากการผลิตโลกที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มส่วนต่างราคาในปีหน้าน่าจะดีกว่าครึ่งปีหลังของปี 2553 เนื่องจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นน้อยลงและความต้องการดีขึ้น

นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ มีความเห็นว่าส่วนต่างราคาปิโตรเคมีในปี 2554 น่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากการขยายกำลังการผลิตใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณ เอทิลีน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8 ล้านตัน ในปีหน้า (เทียบกับ 6 ล้านตัน ในปี 2553)

สำหรับประเด็นมาบตาพุดคืบหน้าขึ้น ทั้งนี้ถ้าไม่มีการเลื่อนออกไปอีก 4 ใน 5 โครงการของ PTTCH และโรงแยกก๊าซ GSP#6 ของ PTT น่าจะกลับมาดำเนินงานได้ในปลายไตรมาส 4 ปี 2553

นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ยังคงแนะนำ “ถือ” สำหรับ PTTCH เนื่องจาก ประการแรก โอกาสที่ตลาดจะมีการปรับลดประมาณการผลประกอบการ จากความผิดหวังกับส่วนต่างราคาในไตรมาส 3 ปี 2553 และประการที่สอง การปรับขึ้นที่ของราคาหุ้นเทียบราคาเป้าหมาย 106 บาท อิงจากสัดส่วนราคาตามมูลค่าบัญชี (PBV) ปี 2554 จากการคาดผลประกอบการอ่อนตัวระยะสั้น แต่ภาพรวมยังคงมีการเติบโตสูงในระยะยาว

ด้านนักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มีมุมมองที่เป็นกลางหลังร่วมประชุมนักวิเคราะห์ แม้ว่าการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มกำไรที่ตกต่ำในไตรมาส 3/2553 จะยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันการลงทุนในหุ้น แต่ประเมินว่าอาจมีปัจจัยกระตุ้นในระยะสั้นจากปริมาณการผลิตที่สูงเพิ่มขึ้นกว่าคาดในไตรมาส 4/2553 หากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศประเภทโครงการที่ส่งผลอันตรายรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในวันที่ 23 ส.ค. ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการออกมาดีขึ้นกว่าคาด

นอกจากนี้ ยังคาดว่าการเริ่มกักตุนสินค้า โดยเฉพาะจากประเทศจีนที่กำลังเริ่มขึ้นตลอดสายการผลิตปิโตรเคมีเพื่อทดแทนปริมาณสินค้าคงคลังที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา จะช่วยผลักดันราคาและส่วนต่างราคาได้ในระยะสั้น และเชื่อว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมหุ้น ซึ่งมีแนวโน้มกำไรที่ชัดเจนในอีกหลายปีข้างหน้าจากกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2554 และการคาดการณ์เกี่ยวกับส่วนต่างราคาที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในปี 2555 เป็นต้นไป และทำให้แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายที่ 120 บาท

หลังปรับตัวลดลงต่ำกว่า 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตอนปลายเดือน ก.ค. ส่วนต่างราคา HDPEnaphtha ได้ดีดตัวกลับในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมาอยู่ที่ 467 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของบริษัท ก่อนหน้าที่ว่า ส่วนต่างราคาดังกล่าวจะไม่ตกต่ำกว่า 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็นเวลานาน เนื่องจากเมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการผลิตที่ไม่รวมวัตถุดิบที่ 300 เหรียญสหรัฐต่อตัน สำหรับแนฟทาแครกเกอร์

นอกจากนี้ จากระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับต่ำในประเทศจีนในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ คาดว่าค่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ตลอดสายการผลิตปิโตรเคมีจะปรับตัวขึ้นจากการซื้อเพื่อเพิ่มระดับสินค้าคงคลังในเร็ววันนี้ ทั้งนี้นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ในไต้หวันก็เชื่อว่าสถานการณ์การผลิตขาดแคลนจากเหตุไฟไหม้ 2 ครั้งใน Formosa Petrochemical จะลดแรงกดดันด้านการผลิตจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยจนถึงเดือน ก.ย.

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน