posttoday
เนสท์เล่’ถกร้านค้าคุมน้ำดื่ม

เนสท์เล่’ถกร้านค้าคุมน้ำดื่ม

19 สิงหาคม 2553

‘ซื้อใจช่องทางขายลดแรงบีบ ออกแกลลอนใสชิงแชร์ขาวขุ่น

โพสต์ทูเดย์ — เนสท์เล่ ขานรับรัฐ เจรจาทุกช่องทาง ขายน้ำดื่มในราคาที่กำหนด ลุยอัดงบ 50 ล้านแตกไลน์สินค้า ชิงผู้นำตลาดใน 3 ปี

นายประหยัด อนุชิราชีวะ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) เปิดเผยว่า การควบคุมราคาน้ำดื่มขนาด 500–600 ซีซี ขวดละ 7 บาท ขนาด 1.5 ลิตร ขวดละ 14 บาท ทางบริษัทมองว่าแต่ละช่องทางการจัดจำหน่ายมีต้นทุนในการขายที่แตกต่างกัน ทั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือร้านอาหาร

การควบคุมราคาน้ำดื่มทำให้บริษัทจะต้องร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อช่วยเหลือกันในแง่ของการทำราคาให้สามารถจำหน่ายได้ในราคา 7 บาท ซึ่งในแต่ละช่องทางการจัดจำหน่ายก็มีข้อตกลงและรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ไม่สามารถเปิดเผยเงื่อนไขการค้าได้ ในเรื่องต้นทุนก็เช่นเดียวกัน ไม่สามารถเปิดเผยได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเดินหน้าทำตลาดน้ำดื่มต่อไป โดยจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบัน พบว่าคนจำนวนหนึ่งหันมาดื่มน้ำจากขวดพลาสติกใสหรือขวดเพ็ต (PET) มากขึ้น เพราะใส่ใจความสะอาดและคุณภาพของน้ำดื่ม รวมถึงไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนไส้กรองน้ำจากเครื่องกรองน้ำที่มีราคาแพง บริษัทจึงเปิดตัวน้ำดื่มขนาดใหม่ ขนาดแกลลอน 18.9 ลิตร จับกลุ่มลูกค้าทั่วไป และลูกค้าที่เป็นสำนักงาน สัดส่วนลูกค้าทั่วไปกว่า 70% และลูกค้าที่เป็นออฟฟิศ 30%

ปัจจุบัน ตลาดน้ำดื่มในประเทศไทยมีมูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นปริมาณ 3,000 ล้านลิตร มีอัตราการเติบโตปีละมากกว่า 10% ซึ่งตลาดน้ำดื่มแบบแกลลอนมีสัดส่วนราว 30–40% ในแง่ของปริมาณ แต่มีสัดส่วนในแง่มูลค่าเพียง 5%

บริษัทคาดว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่ในรูปแบบแกลลอนของบริษัทจะทำให้ตลาดนี้มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยบริษัทคาดว่าใน 5–7 ปี น้ำดื่มขนาดแกลลอนจะมีสัดส่วนสูงถึง 20% ของมูลค่า

ทั้งนี้ เพื่อการวางจำหน่ายสินค้าใหม่ บริษัทได้ลงทุนไลน์การผลิตสินค้า การจัดสายส่งสินค้า และเพิ่มรถขนส่งสินค้า และงบการทำตลาดอีกมากกว่า 50 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้น้ำดื่มแบบแกลลอนของบริษัทเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค

ผลดังกล่าว บริษัทตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้นำตลาดน้ำดื่มแบบแกลลอน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 20% ภายใน 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันไม่มีผู้นำตลาดที่ชัดเจน เพราะผู้บริโภคซื้อน้ำแกลลอนแบบขาวขุ่นมาใช้เพื่อการบริโภค ส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อท้องถิ่น หรือโลคัลแบรนด์ ซึ่งการเข้ามาทำตลาดของบริษัทถือเป็นอินเตอร์แบรนด์แรกที่ลงมาเล่นในตลาดนี้

สำหรับตลาดน้ำดื่มในประเทศไทย หากแบ่งตามชนิดภาชนะบรรจุ แบ่งเป็นตลาดขวดแบบขาวขุ่น 20–30% ขวดพลาสติกใส หรือขวดพีอีที 20–30% ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในปัจจุบันขวดแก้ว 20% เป็นตลาดที่มีการเติบโตลดลง และตลาดขวดขาวขุ่นขนาดเล็กประมาณ 10% ส่วนผู้นำตลาดในปัจจุบันคือ น้ำดื่มสิงห์ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 13% น้ำดื่มเนสท์เล่อยู่ในอันดับที่ 2 ที่ 10% อันดับ 3 คือน้ำดื่ม คริสตัล ที่ส่วนแบ่งตลาด 89%

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ