posttoday
พลังของ หมู่บ้านและชนบท

พลังของ หมู่บ้านและชนบท

25 สิงหาคม 2559

ด้วยเหตุที่มีโอกาสไปดูงานที่ญี่ปุ่นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่อง “การพัฒนา SMEs และ OTOP” ของบ้านเขา เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเรา 

ด้วยเหตุที่มีโอกาสไปดูงานที่ญี่ปุ่นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่อง “การพัฒนา SMEs และ OTOP” ของบ้านเขา เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเรา 

เมื่อผมย้อนกลับไปอ่านหนังสือเรื่อง “Global Village” (มหัศจรรย์แห่งหมู่บ้านหลังเขา) ของ “คุนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของ “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน” ก็ยิ่งทำให้เข้าใจและซาบซึ้งในวิธีการของญี่ปุ่นมากขึ้น จึงขอนำมาเรียบเรียงเล่าสู่กันฟัง

เวลาเราไปเยือนหมู่บ้านหรือชนบทของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อตอนอากาศเย็นๆ เราจะได้สัมผัสกับความบริสุทธิ์และความงดงามของชนบท สัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน รวมทั้งสัมผัสได้ถึงพลังแห่งหมู่บ้าน ผ่านงาน OTOP และงานพัฒนาศักยภาพของผู้นำการเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านและชุมชน

แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คนญี่ปุ่นมองเห็นความสำคัญของ “หมู่บ้าน” ในฐานะที่เป็นแหล่งสะสมความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของชาติ และเป็นรากฐานในการสร้างทางรอดของชาติในอนาคต

หมู่บ้านในญี่ปุ่นวันนี้ จึงเป็นสถานที่ซึ่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประเพณีอันทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมายาวนาน ถูกนำมาผสมผสานกับ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” จากบรรพบุรุษ ถักทอร้อยเรียงเข้ากับวิถีชีวิตอันสงบสุขและเรียบง่ายของชุมชน ก่อให้เกิดเป็นแหล่งสะสมสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ

หลายแห่งจึงมีความพร้อมที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เข้ามา “ชม ชิม ช็อป” ในชุมชน เพื่อช่วยสร้างงาน สร้างโอกาสให้คนหนุ่มสาวไม่ต้องอพยพไปหางานทำในเมือง และช่วยสร้างตลาดรองรับสินค้าท้องถิ่นที่ยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาเฉพาะตลาดในเมืองใหญ่ด้วย

เรื่องนี้ ท่าน รมช.พาณิชย์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ นักยุทธศาสตร์มือหนึ่งของประเทศ เคยพูดไว้ในหลายโอกาสว่า “หมู่บ้าน” เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของ 3P คือ คน (People) ถิ่นลำเนา (Place) และผลิตภัณฑ์ (Product) ในน้ำหนักที่มากน้อยแตกต่างกันในแต่ละชุมชน

สุดยอดของหมู่บ้าน คือ การที่คนในหมู่บ้านมีทักษะมีความรู้ความสามารถ (Productive People) ผสมผสานกับสถานที่ซึ่งน่าอยู่ น่าเที่ยว (Attractive Place) และสามารถนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่โดดเด่นและแข่งขันในตลาดได้ (Competitive Product)

เมื่อใดที่ 3P รวมกันเป็นหนึ่ง เมื่อนั้นจึงจะเกิดเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนของชุมชน

เรื่องที่เห็นได้ชัด ก็คือ การขายความเป็นหมู่บ้านหรือชนบท เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “การท่องเที่ยวชุมชน” เริ่มได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะบรรดาคนเมือง เพราะพวกเขาสามารถสร้างประสบการณ์ตรง ที่สร้างคุณค่าและความทรงจำดีๆ จากการท่องเที่ยวได้มากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิมที่เป็น Mass Tourism ซึ่งมักไปเที่ยวกับทัวร์ อยู่แต่ในเมือง นั่งรถบัส พักโรงแรมสี่ดาว ช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า รับประทานอาหารแบบเหมาโหล เป็นต้น ซึ่งต่างจากการสัมผัสกับกลิ่นอายของชนบทประเภท Unseen Tourism

ผลการสำรวจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าต้องการไปเที่ยวชมสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน คือ อยากไปเที่ยวในชนบทที่ยังบริสุทธิ์ และห่างไกลความเจริญ เพราะสนใจที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมของท้องถิ่น และอยากมีประสบการณ์ได้ร่วมกิจกรรม หรือได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

ความแปลกใหม่ที่เกิดจาก “เสน่ห์ของชนบท” นี้ เคยมีนักกิจกรรม NGO ของสวีเดน กล่าวไว้เมื่อครั้งรณรงค์การท่องเที่ยวในชนบทไว้ว่า “Your everyday life is someone else’s adventure”

ทุกวันนี้ ชาวบ้านในชุมชนอาจจะไม่รู้สึกว่า วิถีชีวิตเรียบง่ายของพวกเขาจะมีอะไรให้น่าสนใจ

แต่หารู้ไม่ว่า ชีวิตธรรมดาๆ ของชาวนาชาวไร่คนหนึ่ง กลับกลายเป็นของแปลกใหม่และมีเสนห์มากสำหรับคนเมืองอย่างเรา

เขาว่า “ความดิบ คือ เสน่ห์” ครับผม!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท