
ยันลงทุนรถไฟเร็วสูงไม่คุ้มค่า
นักวิชาการยันศึกษารอบคอบก่อนทุ่มเงินมหาศาลลงทุนรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 1.7 แสนล้าน
นักวิชาการยันศึกษารอบคอบก่อนทุ่มเงินมหาศาลลงทุนรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 1.7 แสนล้าน
นายสมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการขนส่ง และอดีตผู้อำนวยการสถาบันขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการ “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง” ว่า ก่อนที่รัฐบาลจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นอกจากการใช้ผลการศึกษาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจแล้ว จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน เพราะภาคใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงจะไม่มีใครกล้าคัดค้านโครงการ แม้ว่าผลลัพธ์ของโครงการจะทำให้ภาครัฐขาดทุนก็ตาม
“ผลการศึกษาของสถาบันการเงินระดับโลกด้านเมกะโปรเจกต์พบว่า ผลการศึกษาโครงการลงทุนระบบรางทุกโครงการทั่วโลก ท้ายที่สุดแล้วพบว่าต้นทุนโครงการจะสูงกว่าที่ประมาณการไว้ 44.7% ส่วนผู้โดยสารจะน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ 39.5%” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ ยังระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนารถไฟความเร็วสูงมากเกินไป จนลืมความสำคัญการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมโยงการเดินทางอย่างต่อเนื่อง เช่น การทุ่มเทเงินมหาศาลไปกับโครงการรถไฟความเร็วสูง แต่กลับล้มเหลวในการแก้ปัญหาจราจรติดขัดในเมืองใหญ่ นอกจากนี้การลงทุนรถไฟความเร็วสูง โดยเฉพาะเส้นกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ยังซ้ำซ้อนกับการลงทุนรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตร และการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เส้นบางปะอิน-นครราชสีมา
“ประเทศชาติอาจสูญเสียเงินก้อนโตไปโดยใช่เหตุ จากการเลือกเทคโนโลยีราคาแพงที่ไม่เหมาะกับบ้านเรา ในขณะที่การลงทุนรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตร สามารถรองรับความต้องการของประชากรในทุกระดับรายได้ และหากเพียงต้องการพัฒนาเมืองและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ประโยชน์ที่คาดหวังจากรถไฟความเร็วสูงไม่น่าจะแตกต่างจากรถไฟทางคู่ ดังนั้นการชะลอการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง 1.7 แสนล้านบาท แล้วนำไปพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ น่าจะมีความจำเป็นมากกว่า” นายสมพงษ์ กล่าว
นายประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การพัฒนาระบบรางของไทยตามหลังมาเลเซียอยู่ถึง 25 ปี และการที่ประเทศไทยใช้เงินซื้อรถไฟและรถไฟฟ้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้ผลิต ต่างจากมาเลเซียที่ซื้อทั้งรถไฟและได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย พร้อมตั้งบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถไฟที่เกิดจากทุนของรัฐบาลร่วมกับทุนของประเทศผู้ขาย จึงเป็นภาพที่สะท้อนว่าประเทศไทยจะกับดักรายได้ปานกลางชิ้นใหญ่ไปอีกหลายสิบปี







