
เสิ่นเจิ้น มหานครสตาร์ทอัพ
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
เขตเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้นของจีน ซึ่งตั้งติดกับฮ่องกง เดิมเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง จากนั้นพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรม ปัจจุบันก้าวเป็นคลัสเตอร์นวัตกรรมสำคัญของโลก ทั้งนี้ แม้มีพื้นที่ 2,000 ตารางกิโลเมตร หรือเพียง 4% ของไทย ประชากรเพียงแค่ 10.8 ล้านคน เพียง 1 ใน 6 ของไทย แต่ GDP มากถึง 70% ของไทย
เหตุผลหลักที่เสิ่นเจิ้นเติบโตเร็วไม่ใช่เนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศ แต่เนื่องจากมีธุรกิจก่อตั้งใหม่จำนวนมากและพัฒนานวัตกรรมรวดเร็วจนเป็นบริษัทชั้นนำของโลก ทำให้ได้รับฉายา “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งประเทศจีน”
ตัวอย่างมากมายบริษัทยักษ์ใหญ่ของเสิ่นเจิ้น เป็นต้นว่า บริษัท เทนเซนต์ ซึ่งก่อตั้งปี 2541 โดยอดีต 2 นักศึกษามหาวิทยาลัยเสิ่นเจิ้น ซึ่งเคยทำงานเป็นลูกจ้างกิจการโทรคมนาคมมาก่อน ได้พัฒนารวดเร็วจนกลายเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหญ่ที่สุดในจีน มีมูลค่าธุรกิจหรือมาร์เก็ตแคป 8.4 ล้านล้านบาท เทียบเท่า 55% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรวมกัน ทั้งนี้ มาร์เก็ตแคปของเทนเซนต์แซงหน้าบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น คือ โตโยต้า ซึ่งมีขนาด 7 ล้านล้านบาท
ส่วนบริษัท หัวเว่ย ของเสิ่นเจิ้น ก่อตั้งเมื่อปี 2530 โดยอดีตวิศวกรกองทัพจีนพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์โทรคมนาคม นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจย่อย คือ โทรศัพท์มือถือ เป็นรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากซัมซุงและแอปเปิ้ล
บริษัท BYD ก่อตั้งปี 2538 โดยอดีตนักเคมีที่ทำงานในสถาบันวิจัยของรัฐ ซึ่งยืมเงินญาติพี่น้องมาก่อตั้งธุรกิจ ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่มือถือรายใหญ่ 5 อันดับแรกของโลก มีมาร์เก็ตแคป 8 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเพิ่งแซงหน้าเทสล่ากลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลก
ส่วนบริษัท DJI ก่อตั้งที่เสิ่นเจิ้นเมื่อปี 2549 โดยนักศึกษาจีนขณะกำลังศึกษาปริญญาโทสาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ในฮ่องกง ได้พัฒนารวดเร็วจนกลายเป็นบริษัทผลิตโดรนที่ใช้ในเชิงพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดในโลก ครองตลาดโลกมากถึง 70%
เคล็ดลับความสำเร็จของเสิ่นเจิ้นมีหลายประการ
ประการแรก มีวิจัยและพัฒนาจำนวนมาก โดยหากนับตามพื้นที่แล้ว เสิ่นเจิ้นได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากกรุงโตเกียวเท่านั้น โดยเหนือกว่าพื้นที่ซิลิคอนวัลเลย์ที่เป็นอันดับ 3
ประการที่สอง มีวัฒนธรรมสตาร์ทอัพ ทำให้มีประชาชนสนใจก่อตั้งธุรกิจของตนเอง แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งแม้เป็นฐานอิเล็กทรอนิกส์สำคัญเช่นเดียวกัน แต่มีธุรกิจสตาร์ทอัพน้อยมาก
ประการที่สาม สะดวกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเป็นคลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลก ทำให้ง่ายและรวดเร็วที่จะนำผลวิจัยหรือแนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มาจ้างให้บริษัทอื่นในเสิ่นเจิ้นมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าต้นแบบเพื่อทดสอบ ก่อนจะผลิตจำนวนมากเชิงพาณิชย์ต่อไป ทั้งนี้ หากตั้งกิจการในพื้นที่อื่นจะยุ่งยากและใช้เวลานานในการพัฒนาต้นแบบ







