
กทช.เล็งเจรจาบีบีตั้งเซิร์ฟเวอร์ในไทย
กทช. ขี่กระแสต่างประเทศเล็งถกไอซีทีปมแบล็คเบอรี่กระทบความมั่นคง เล็งเจรจาขอให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ในไทย
กทช. ขี่กระแสต่างประเทศเล็งถกไอซีทีปมแบล็คเบอรี่กระทบความมั่นคง เล็งเจรจาขอให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ในไทย
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ และ นายพนา ทองมีอาคม กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ร่วมกันปิดเผยว่า ที่ประชุมคณกรรมการ หรือ บอร์ด กทช. มีมติใหส่งหนังสือถึงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ถึงประเด็นการใช้งานแบล็กเบอรี่ หรือ บีบี ว่ามีผลต่อความมั่นคงของประเทศเหมือนที่ต่างประเทศประสบอยู่หรือไม่
การหารือกับไอซีที ครั้งนี้ เนื่องจากไอซีที เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งกำหนดให้มีการเก็บข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือ ล็อกไฟล์ การใช้งาน จึงเห็นว่าการที่ ข้อมูลของบีบีถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศนั้นเข้าข่ายผิดกฎหมายฉบับนี้หรือไม่
ทั้งนี้ การที่ กทช. หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือกันในบอร์ด เพราะเห็นว่าทั้ง 3 ประเทศ คือ ซาอุดิดาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ อินเดีย ห้ามใช้บีบี เนื่องจากกระทบกับความมั่นคงของประเทศ จากการที่ข้อมูลการสื่อสารผานบีบีต้องถูกส่งไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของ บริษัท รีเสิร์ช อิมโมชั่น หรือ ริม ที่แคนาดา
“หลังเกิดปัญหาขึ้น ทำให้ ริมยอมตั้งเซิร์ฟเวอร์ในซาอุฯ โดยเฉพาะ ซึ่งไทยก็ควรได้รับสิทธิ์นั้นเช่นเดียวกัน แม้การใช้งานบีบีในไทยจะเป็นในลักษณะเชิงบุคคล ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงก็ตาม” พ.อ.นที กล่าว
ส่วนประเด็นร่างประกาศว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวที่ทงสหภาพยูโรป หรือ อียู ส่งหนังสือแสดงความกังวลมานั้น กทช.ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศ ว่าร่างดังกล่าวจะผิดข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าหรือบริการ หรือ แกตส์ และกรอบข้อตกลงองค์การการค้าโลก หรือ ดับบลิวทีโอ หรือไม่
พ.อ.นที กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องการครอบงำยังเป็นพียงแค่ร่างที่จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ หรือ ประชาพิจารณ์ในวันที่ 20 ส.ค.นี้ หาร่างดังกล่าวไม่เหมาะสม หรือ ขัดกับข้อตกลงทางการค้าใด ก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้อยู่ ซึ่งกทช. ยืนยนัว่าไม่ได้ออกกฎหมายกีดกันชาวต่างชาติ เพราะไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำในทันที แต่ให้ยื่นแผนปรับปรุงโครงสร้างผู้บริหารเสนอมาที่ กทช. ได้
ขณะที่ผู้รับซองประมูล 3 จี เพิ่มจาก 8 รายเป็น 11 ราย โดย 3 รายใหม่ คือ ลอกซ์เล่ย์ มิลคอม และ บริษัท สราญรัตน์ ซึ่งขณะนี้ กทช. เห็นว่าควรให้จับตาดูความเคลื่อนไหวทางการเงินในลักษณะการลงทุนร่วมกัน หรือ ซินดิเคต อินเวสเมนท์ เพื่อให้รู้ว่าบริษัทผู้เข้าประมูลแต่ละรายร่วมทุนกับพันธมิตรประเทศใด







