
เนสท์เล่เจรจาทุกช่องทางขายน้ำในราคากำหนด
เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ น้อมรับบัญชาเจรจาทุกช่องทางจำหน่ายตามราคากำหนด โหนกระแสคนใส่ใจเรื่องน้ำดื่ม แตกไลน์สินค้าใหม่ ทุ่มกว่า 50 ล้านบาท ดันยอดขาย
เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ น้อมรับบัญชาเจรจาทุกช่องทางจำหน่ายตามราคากำหนด โหนกระแสคนใส่ใจเรื่องน้ำดื่ม แตกไลน์สินค้าใหม่ ทุ่มกว่า 50 ล้านบาท ดันยอดขาย
นายประหยัด อนุชิราชีวะ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) เปิดเผยว่า ส่วนเรื่องการควบคุมราคาน้ำดื่มขนาด 500 – 600 ซีซี ให้ขายในราคา 7 บาท ทางบริษัทมองว่าในแต่ละช่องทางการจัดจำหน่ายมีต้นทุนในการขายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือร้านอาหาร ซึ่งการควบคุมราคาน้ำดื่มทำให้บริษัทจะต้องร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อช่วยเหลือกันในแง่ของการทำราคาให้สามารถจำหน่ายได้ในราคา 7 บาท ซึ่งในแต่ละช่องทางการจัดจำหน่ายก็มีข้อตกลงและรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ไม่สามารถเปิดเผยได้ ในเรื่องต้นทุนก็เช่นเดียวกันไม่สามารถให้รายละเอียดได้
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หลังสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันพบว่า คนจำนวนหนึ่งหันมาดื่มน้ำจากขวดพลาสติกใสหรือขวดพีอีที (PET) มากขึ้น เพราะใส่ใจในเรื่องความสะอาดและคุณภาพของน้ำดื่ม รวมถึงไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนไส้กรองน้ำจากเครื่องกรองน้ำที่มีราคาแพง บริษัทจึงเปิดตัวสินค้าใหม่น้ำดื่มแกลลอนขนาด 18.9 ลิตร เพื่อจับกลุ่มลูกค้าทั่วไป และลูกค้าที่เป็นสำนักงาน โดยจะเน้นลูกค้าทั่วไปมากกว่าที่ 70% และลูกค้าที่เป็นออฟฟิศ 30%
ปัจจุบัน ตลาดน้ำดื่มในประเทศไทยมีมูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นปริมาณ 3,000 ล้านลิตร มีอัตราการเติบโตปีละมากกว่า 10% ซึ่งตลาดน้ำดื่มแบบแกลลอนมีสัดส่วนราว 30 – 40% ในแง่ของปริมาณ แต่มีสัดส่วนในแง่มูลค่าเพียง 5% ซึ่งบริษัทคาดว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่ในรูปแบบแกลลอนของบริษัทจะทำให้ตลาดนี้มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยบริษัทคาดว่าใน 5 – 7 ปี ตลาดนี้จะมีสัดส่วนสูงถึง 20%
ทั้งนี้ เพื่อการวางจำหน่ายสินค้าใหม่ บริษัทได้ลงทุนในไลน์การผลิตสินค้า การจัดสายส่งสินค้า และเพิ่มรถขนส่งสินค้า และงบการทำตลาดอีกมากกว่า 50 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้น้ำดื่มแบบแกลลอนของบริษัทเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยบริษัทตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้นำตลาดน้ำดื่มแบบแกลลอนด้วยส่วนแบ่งตลาด 20% ภายใน 3 ปี ข้างหน้า จากปัจจุบันไม่มีผู้นำตลาดที่ชัดเจน เพราะผู้บริโภคซื้อน้ำแกลลอนแบบขาวขุ่นมาใช้เพื่อการอุปโภค และเป็นโลคัลแบรนด์ หรือแบรนด์คนไทยในท้องถิ่น ซึ่งการเข้ามาทำตลาดของบริษัทถือเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลแรกลงมาเล่นในตลาดนี้
สำหรับตลาดน้ำดื่มในประเทศไทยยังแบ่งเป็นตลาดขวดแบบขาวขุ่น 20 – 30% ขวดพลาสติกใส หรือขวดพีอีที 20 – 30% ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในปัจจุบัน ขวดแก้ว 20% เป็นตลาดที่มีการเติบโตลดลง และตลาดขวดขวาขุ่นขนาดเล็กประมาณ 10% ส่วนผู้นำตลาดในปัจจุบันคือ น้ำดื่มสิงห์ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 13% น้ำดื่มเนสท์เล่ อยู่ในอันดับที่ 2 ที่ 10% อันดับ 3 คือ น้ำดื่ม คริสตัล ที่ส่วนแบ่งตลาด 8 - 9%







