
ดีเคทีเล็งทำตลาดคุมกำเนิดครบวงจรในไทย
ดีเคที ตั้งออฟฟิศในไทยปูทางทำตลาดคุมกำเนิดครบวงจร เดินหน้าแจกถุงยาง 1 แสนชิ้น ตั้งเป้ายอดขาย 70 ล้านบาท หวังส่วนแบ่งตลาด 10%
ดีเคที ตั้งออฟฟิศในไทยปูทางทำตลาดคุมกำเนิดครบวงจร เดินหน้าแจกถุงยาง 1 แสนชิ้น ตั้งเป้ายอดขาย 70 ล้านบาท หวังส่วนแบ่งตลาด 10%
นายฉัฐรินทร์ หงส์ลดารมภ์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ดีเคที เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและวางจำหน่าย ถุงยางอนามัย ภายใต้แบรนด์ แทงโก้ เปิดเผยว่า เป็นปีแรกที่บริษัท ดีเคที อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มีบริษัทแม่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทยเพื่อทำตลาดสินค้าเพื่อการคุมกำเนิด เช่น ถุงยางอนามัย แบรดน์ แทงโก้
ยาเม็ดคุมกำเนิด แบรนด์ บี-เลดี้ และ ไมโคร ลินนิน เป็นต้น ในปีแรกของการดำเนินงาน บริษัทได้วางจำหน่ายยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี และถุงยางอนามัย โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 70 ล้านบาท แบ่งเป็นถุงยางอนามัย 70% และ ยาคุมกำเนิด 30%
ปัจจุบัน ตลาดถุงยางอนามัยในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตปีละไม่ถึง 5% อันเนื่องมาจากผู้นำตลาดอย่าง แบรนด์ ดูเร็กซ์ ที่มีส่วนแบ่งตลาดถึง 57% ไม่ได้ทำตลาด ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยไม่นิยมใช้ถุงยางอนามัย แต่บริษัทคาดว่าการเข้ามาทำตลาดของบริษัทจะทำให้ตลาดนี้มีการเปลี่ยนแปลง โดยบริษัทจะใช้งบการตลาดราว 30 ล้านบาท เพื่อสร้างแบรนด์ โรดโชว์ และแจกตัวอย่างสินค้า 1 แสนชิ้นให้มีการทดลองใช้
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดในปีแรกไว้ที่ 10% ของตลาดถุงยางอนามัยในประเทศไทย โดยบริษัทจะเริ่มวางจำหน่ายสินค้าผ่านร้านค้าทั่วไป เช่น ร้านขายยา ร้านโชห่วย ร้านค้าปลีก ให้ครบทุกพื้นที่ในปีนี้ก่อน แล้วในปีหน้าบริษัทจึงจะเริ่มบุกเข้าไปวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อต่างๆ เพื่อการทำตลาดที่ง่ายมากขึ้น
“แผนการทำตลาดของบริษัทไม่ได้เน้นการขายเพียงอย่างเดียว ยังจะทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์ โดยร่วมมือกับสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนทครินทราบรมราชชนนี หรือ สวท. ในการจัดทำเอกสารให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์และการคุมกำเนิดที่ถูกต้องจำนวน 1 แสนชุด
เพื่อแจกจ่ายไปยังชุมชน สถานบันการศึกษา โรงพยาบาล สถานบันเทิง ต่างๆ ทั่วประเทศ” นายฉัฐรินทร์
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนนำเข้ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอีกด้วย ส่วนยาคุมแบบอื่นๆ บริษัทจะทยอยเอาเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสำคัญ







