
ตรรกะวิบัติทางการเงิน (2)
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
จากประสบการณ์ทำงานด้านการวางแผนการเงินมาตลอดหลายสิบปี พบว่าที่คนไทยเราเป็นหนี้หรือมีปัญหาทางการเงินมากในวันนี้ เป็นเพราะมีความเข้าใจผิดด้านการบริหารเงิน หรืออย่างที่ผมเรียกในหัวข้อบทความนี้ว่า “ตรรกะวิบัติทางการเงิน” วันนี้ผมจึงมาขอต่อตรรกะวิบัติทางการเงินที่พบเจอมาเพื่อแชร์ แลกเปลี่ยนความเห็น ต่อครับ
ไขว้กันค้ำ วงจรอุบาทว์ของการเป็นหนี้
สาเหตุของปัญหาหนี้ที่พบเจอมากสาเหตุหนึ่ง คือ การค้ำประกันหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ผมมักจะพูดเสมอตอนบรรยายว่า เป็นหนี้ที่ทุเรศที่สุด หนี้อื่นๆ เราเป็นหนี้เรายังได้ใช้ประโยชน์จากหนี้บ้างไม่มากก็น้อย แต่หนี้จากการค้ำประกัน เป็นหนี้ที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย แต่ต้องรับภาระหนี้ที่คนอื่นเป็นคนก่อ และเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ยอมค้ำประกันผู้อื่น ก็เพราะ “เกรงใจ” และก็เป็นเรื่องแปลกอีกเหมือนกันที่คนหลายคนเดี๋ยวนี้ศีลธรรมจรรยาไม่มีกันเลย คือ ตั้งใจเบี้ยวหนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว โดยการขายหรือถ่ายโอนทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อตนเองออกหมด แล้วค่อยมาขอให้เพื่อนค้ำประกันหนี้ เมื่อกู้เงินได้เสร็จ ก็เบี้ยวหนี้เลย ไม่กลัวว่าเจ้าหนี้จะมายึดทรัพย์สินเพราะไม่มีอะไรให้ยึด และไม่สนใจว่าเพื่อนหรือญาติที่เป็นคนค้ำประกันจะเดือดร้อน ใจร้ายมากๆ ครอบครัวถึงตั้งเป็นกฎภายในครอบครัวเลย ห้ามให้ใครยืมเงิน ห้ามค้ำประกันหนี้ใครเด็ดขาด
ตัวอย่างของปัญหาการค้ำประกันหนี้ที่พบบ่อยอันหนึ่งก็คือ การไขว้กันค้ำ คือ มีสถาบันการเงินบางแห่งมีนโยบายให้คนที่จะกู้ต้องหาคนมาค้ำ 2-3 คน ทีนี้คนที่ค้ำก็กลัวว่าคนที่ตนเองค้ำจะเบี้ยวหนี้ทำให้ตนเองเดือดร้อน ก็เลยกู้บ้างและให้คนที่กู้คนแรกกลับมาเป็นคนค้ำ ตัวอย่างเช่น นาย ก. เป็นคนขอกู้โดยให้ นาย ข. และนาย ค. เป็นคนค้ำ นาย ข. ก็กลัวนาย ก. จะเบี้ยวหนี้ ก็เลยกู้บ้างโดยให้นาย ก. และนาย ค. เป็นคนค้ำ นาย ค. ก็ทำเช่นเดียวกัน สรุปได้เป็น
นาย ก. กู้ มีนาย ข. และนาย ค. ค้ำ
นาย ข. กู้ มีนาย ก. และนาย ค. ค้ำ
นาย ค. กู้ มีนาย ข. และนาย ก. ค้ำ
โดยที่การกู้ก็ไม่ได้เพราะมีความจำเป็น แต่เพื่อที่จะเป็นหลักประกันว่า ถ้าใครเบี้ยวหนี้ คนอื่นก็จะเบี้ยวบ้าง เรียกว่า “ไขว้กันค้ำ” มองเหมือนการหักกลบลบหนี้กัน ซึ่งเป็นตรรกะวิบัติ เป็นวงจรอุบาทว์ของการเป็นหนี้ เพราะในชีวิตจริงไม่ใช่อย่างนั้น เรามองลองดู เริ่มจาก นาย ก. เบี้ยวหนี้ และนาย ก. ไม่มีทรัพย์สินเหลือให้แบงก์ยึด ภาระหนี้ของนาย ก. จะไปอยู่กับนาย ข. และนาย ค. ซึ่งเมื่อรวมหนี้ตนเองกับหนี้ที่ค้ำก็จะเป็นภาระที่หนักหน่วงเลยทีเดียว นาย ข. และนาย ค. มีทรัพย์สินมีรายได้ก็ต้องถูกเจ้าหนี้บังคับหนี้ ทำให้หลายครอบครัวมีปัญหาบ้านแตก คนที่สบายก็คือ นาย ก. ที่หนีหนี้เรียบร้อยแล้ว และไม่รู้สึกผิดกับบาปกรรมที่ตนเองก่อ กรณีอย่างนี้ผมพบบ่อยมากในสังคมไทยในปัจจุบัน สรุปก็คือ อย่าให้ใครยืมเงิน อย่าค้ำประกันใครเด็ดขาด จำไว้เลย “ถ้าเพื่อนมาขอยืมเงิน หรือขอให้เราค้ำประกัน วันนั้นเรามีทางเลือก 2 ทาง คือ จะเสียเพื่อนอย่างเดียว หรือจะเสียทั้งเงินเสียทั้งเพื่อน” ถ้าเลือกเสียเพื่อนอย่างเดียว ก็อย่าให้ยืม อย่าค้ำประกัน ถ้าเลือกเสียทั้งเงินเสียทั้งเพื่อน ก็เลือกให้ยืม ค้ำประกัน
ออมเงินเพื่อเกษียณ สำคัญสุด คือ ต้องไม่ขาดทุน
ต้องกู้ เพราะจะได้ดอกเบี้ยเพิ่ม
คนที่มีปัญหาหนี้หลายกรณีที่ผมพบ ก็คือ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งก็แปลกใจเหมือนกันทำไมสมาชิกสหกรณ์ถึงเป็นหนี้กันมาก จนมาพบเหตุผลอย่างหนึ่งก็คือ โปรโมชั่นดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษสำหรับสมาชิกสหกรณ์ที่กู้เงินจากสหกรณ์ เข้าใจครับว่าสหกรณ์ต้องหารายได้จากการนำเงินออมของสมาชิกไปปล่อยกู้ต่อ ก็เลยสนับสนุนให้สมาชิกกู้กันเยอะๆ จะได้มีเงินสำหรับจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผลให้กับสมาชิกที่ออมเงิน แต่การทำดังกล่าวกลับเป็นการสนับสนุนให้คนเป็นหนี้โดยไม่จำเป็น และมีหลายคนเพื่อต้องการดอกเบี้ยเพิ่มก็ยอมเป็นหนี้โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่า ภาระหนี้หรือดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมันมากกว่าดอกเบี้ยที่ได้เพิ่มมากมายนัก คิดแล้วเหมือนอย่างกรณีรถคันแรก เพียง 1 แสนบาท ที่รัฐบาลคืนภาษีให้ ก็ทำให้หลายคนกู้หนี้ยืมสินเพื่อเป็นเจ้าของรถคันแรกโดยไม่สนใจว่าภาระค่าใช้จ่าย ภาระหนี้สินมันสูงกว่าภาษีที่ได้คืน แถมรถที่ซื้อมาก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ ทำให้เป็นหนี้มีปัญหาทางการเงินโดยใช่เหตุ
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Facebook ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







