
ภัทรแนะปรับพอร์ตลงทุน
บล.ภัทร ชี้กลยุทธ์กระจายพอร์ตยังใช้ได้ดี แต่ให้ลดน้ำหนักตลาดหุ้นเกิดใหม่และหุ้นญี่ปุ่น
บล.ภัทร ชี้กลยุทธ์กระจายพอร์ตยังใช้ได้ดี แต่ให้ลดน้ำหนักตลาดหุ้นเกิดใหม่และหุ้นญี่ปุ่น
นายวศิน สุขวัฒน์วิบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวางแผนการเงินลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทรบริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า บล.ภัทร โดย ภัทรเอดจ์ (Phatra Edge) แนะนำนักลงทุนว่าถึงเวลาในการพิจารณาพอร์ตพร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุน เพราะความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูงและราคาสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นไปค่อนข้างมาก จึงควรเพิ่มความระมัดระวังและควรพิจารณาปรับพอร์ตตามกลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุนตามระดับความเสี่ยง (Asset Allocation) โดยลดสินทรัพย์เสี่ยงให้น้อยกว่าเป้าหมายในระยะยาวเล็กน้อย เพราะคาดว่าตลาดอาจจะมีความผันผวนได้อีกจากความเสี่ยงของผลกระทบของนโยบายการเงิน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบาง และปัญหาภาคการเงินในประเทศกำลังพัฒนา
ทั้งนี้ แนะนำให้ถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีและสม่ำเสมอ เช่น หุ้นปัจจัยพื้นฐานดี มีผลตอบแทนจากเงินปันผลสม่ำเสมอ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลตอบแทนที่น่าสนใจ ส่วนทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้น ด้วยแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อไป
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศควรปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นจากที่ให้มากกว่าตลาด (Overweight) เป็นเท่ากับตลาด (Neutral) เพราะมองว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในญี่ปุ่นอาจจะเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด ที่ผ่านมาตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับผลดีจากเงินเยนที่อ่อนค่าลงจากการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2556 โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง แต่ในระยะหลังการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเริ่มไม่ส่งผลตามคาดการณ์ ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้นและภาวะเงินฝืดเริ่มกลับมาอีกครั้ง แม้บีโอเจประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบและการขยายวงเงินในการเข้าซื้อ ETF ตลาดยังไม่เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะกลับไปที่ 2% ตามเป้าได้
บล.ภัทร ยังแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) แต่ยังคงน้ำหนักการลงทุนไว้ต่ำกว่าตลาด (Underweight) เล็กน้อย อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำ ความคาดหวังของตลาดต่อผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มดีขึ้น น่าจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบจัดสรรเงินลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงไปในหลายสินทรัพย์ และมีระดับความเสี่ยงเหมาะสมกับผู้ลงทุน เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในภาวะที่มีความไม่แน่นอน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาวจากการลงทุนภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้
“นักลงทุนควรกลับมาพิจารณาพอร์ตการลงทุนของตนเองที่มีอยู่ และปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้” นายวศิน กล่าว
ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวนมากขึ้น ภายหลังผลการประชามติเบร็กซิตที่สหราชอาณาจักรจะตัดสินใจแยกตัวจากสหภาพยุโรป ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวน ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี ราคาทองปรับเพิ่มขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง แต่หลังจากนั้นตลาดหุ้นทั่วโลกก็ปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางทั่วโลกที่ส่งสัญญาณคงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน ทำให้มีเงินลงทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น จากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่คาดว่าอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง
ด้าน ตลาดหุ้นไทยวันที่ 16 ส.ค. 2559 ดัชนีหุ้นปรับตัวลงแรง 11.59 จุด ปิดที่ 1,537 จุด เพราะนักลงทุนต่างชาติเริ่มขายสุทธิ 929 ล้านบาท หลังจากที่ซื้อสุทธิมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ถึงวันที่ 15 ส.ค. 2559







