posttoday
อุตฯชิ้นส่วนเร่งปรับตัว รับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า

อุตฯชิ้นส่วนเร่งปรับตัว รับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า

16 สิงหาคม 2559

โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์

โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์

กระแสของการเดินหน้าโครงการรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ท่าม กลางความเห็นต่างในฟากฝั่งบริษัทผู้ผลิตเอกชนที่แบ่งออกเป็น 2 เสียง ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ซึ่งหลักใหญ่ใจความสำคัญคือ ความพร้อมของประเทศไทยในด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะมารองรับ อาทิ สถานีชาร์จไฟฟ้า เป็นต้น รวมถึงมาตรการสนับสนุนจูงใจให้เกิดการใช้และการผลิตในประเทศ และตลาดที่รองรับการจำหน่ายและการส่งออก

ขณะที่ฟากฝั่งรัฐบาลก็พร้อมที่จะเดินหน้าโดยการสั่งการไปยังหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องทุบโต๊ะให้เดินหน้าในเร็ววัน โดยล่าสุด พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการให้บริการสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (PTT EV Station) ระหว่างบริษัท ปตท. และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ 6 ราย ได้แก่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) ปอร์เช่ ประเทศไทย โดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส และบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย)

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ได้วางกรอบแผนบูรณาการพลังงานแห่งชาติ ในเรื่องมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 เพื่อขับเคลื่อนให้แผนอนุรักษ์พลังงานสามารถลดการใช้พลังงานให้ได้ 30% ในปี 2579

นอกจากนี้ ภาครัฐจะดำเนินการสนับสนุนในเชิงนโยบาย อาทิ สิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอื่นๆ ให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับสิทธิการลดหย่อน หรือยกเว้นอากรขาเข้าในรุ่นรถยนต์ที่จะผลิต รวมถึงสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนสำคัญซึ่งยังไม่สามารถมีการผลิตในประเทศ เป็นต้น

สำหรับ ปตท. ได้เริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมรองรับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบัน ปตท.มี PTT EV Station ที่มีเครื่องชาร์จไฟที่ได้มาตรฐานยุโรป (IEC) และมาตรฐานญี่ปุ่น (CHAdeMO) ทั้งหมด 4 แห่ง โดยมีแผนที่จะขยายเพิ่ม 2 สถานีภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มเป็น 20 สถานี ภายในปี 2560

เมื่อเทรนด์เป็นเช่นนั้น ฟากฝั่งผู้ผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ประเทศไทยดูเหมือนจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ จำเป็นต้องมีการปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ เปิดเผยว่า จากแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลและเทรนด์เทคโนโลยีในระดับโลกในรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทได้มีการศึกษาร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ในการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งเครื่องยนต์และโครงสร้างตัวถังเพื่อรองรับเทรนด์ในอนาคต

ทั้งนี้ แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นประเด็นที่สังคมสนใจติดตาม แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วและมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายอย่างประเทศญี่ปุ่น สหรัฐ การตอบรับของผู้บริโภคยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากยังมีปัจจัยบางประการ อาทิ การรองรับการเดินทางในระยะทางไกล ระยะทางต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง น้ำหนักแบตเตอรี่ เป็นต้น ที่รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่สามารถทดแทนรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ได้

นอกจากนี้ หากรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นในประเทศไทยมองว่าอาจจะส่งผลให้มีผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่เข้าสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อว่าบริษัทเหล่านั้นจะมีความต้องการชิ้นส่วนและการจ้างผลิต ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการรับจ้างผลิต

“วันนี้ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายรองรับ หากแต่ในอนาคตเป็นเทรนด์ระดับโลกที่มุ่งสู่รถยนต์ไฟฟ้า ผู้ประกอบการเองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคต แต่สิ่งที่อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงคือ การให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ซึ่งถ้าเป็นฐานการผลิตโดยที่ไม่เกิดระบบซัพพลายเชนหรือฐานวิจัยในประเทศไทย ก็เท่ากับว่าประเทศไทยเป็นผู้รับจ้างประกอบเฉยๆ” สมพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลมองเห็นทิศทางดังกล่าวและอยากสนับสนุนให้เกิดขึ้นในวันนี้ อยากเสนอให้มีการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชน เริ่มต้นจากการศึกษาวิจัยและผลิตแบตเตอรี่ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าก่อน เพื่อผลักดันให้เทคโนโลยีเกิดขึ้นในอนาคตหลังจากที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสถานีชาร์จไฟฟ้ามีความพร้อม

ด้าน ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี กล่าวว่า เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นเทรนด์ที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคต แต่ยังไม่ใช่ในวันนี้ ซึ่งบริษัทในฐานะบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนจึงต้องมีการปรับตัวโดยได้ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ต่างๆ ระดับโลกในการร่วมวิจัยและพัฒนา รวมถึงการออกแบบโดยเริ่มตั้งแต่แม่พิมพ์ซึ่งเป็นขั้นตอนแรก

สำหรับสิ่งหนึ่งที่เห็นเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทในวันนี้คือ การนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าเข้ามาใส่ในระบบรถยนต์ทั่วไปมากขึ้น ดังนั้นจึงส่งผลดีต่อธุรกิจผลิตสายไฟรถยนต์ซึ่งเป็น 1 ใน 9 กลุ่มธุรกิจของบริษัท รวมถึงหากเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามาอย่างไรแล้วจะต้องใช้โครงสร้างตัวถังและชิ้นส่วนต่างๆ จึงมองว่ายังมีความต้องการด้านแรงงานอยู่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง รวมถึงระบบระบายความร้อน เนื่องจากชิ้นส่วนในรถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องการระบบดังกล่าวที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงมองว่าผู้ผลิตที่คาดว่าจะมีผลกระทบในอนาคตจะต้องเร่งปรับตัว โดยอาจทำการศึกษาและพัฒนาระบบขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า อาทิ แบตเตอรี่ มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ เป็นต้น

ทั้งหมดทั้งมวล เหล่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทั้งได้รับประโยชน์และได้รับผลกระทบคงจะต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับเทรนด์โลกที่พัฒนาไปอย่างก้าวหน้า แต่กระนั้นคงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ และไม่ใช่การทดแทน 100% ของเทคโนโลยีใหม่แทนที่เทคโนโลยีเดิมอย่างแน่นอน ซึ่งวันนี้ใครปรับตัวเร็วกว่าและทันต่อสถานการณ์คงเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท