
เฮนรี่ ซี ราชาค้าปลีกฟิลิปปินส์
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
เฮนรี่ ซี ชายที่ถูกจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของฟิลิปปินส์ถึง 8 ปีซ้อน ขณะที่ในช่วงวัยเด็กของเขาต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการต่อสู้กับความยากจน และเลือกที่จะหยุดเรียนเพื่อออกไปทำงานหาเงินดูแลครอบครัว พร้อมเสี่ยงตัดสินใจใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดที่มี เพื่อเปิดร้านขายของชำในเมืองเล็กๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพ และยังถูกซ้ำอีกครั้งเมื่อร้านของเขาได้ถูกเผาในสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมกับที่ครอบครัวเขาตัดสินใจกลับไปตั้งหลักในประเทศจีน
จากนั้น เฮนรี่จึงได้หันมาเปิดร้านขายรองเท้าที่ชื่อว่า SM Shoe Store ในเมืองมาริกินา และจากเสียงตอบรับที่ดีที่ทำให้นำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในกลุ่มกลุ่มเครื่องนุ่งห่มมาขาย พร้อมเปลี่ยนชื่อร้านมาเป็นห้างสรรพสินค้า SM ซึ่งเป็นที่มาของกิจการร้านค้าปลีกแห่งแรกของมหาเศรษฐีฟิลิปปินส์
ปัจจุบัน เฮนรี่ไม่หยุดที่จะพัฒนากิจการห้างค้าปลีกของเขา ด้วยการแตกไลน์ธุรกิจเพื่อตอบสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม ทั้งร้านค้าปลีกคอมพิวเตอร์ ร้านค้าปลีกของเด็ก ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง พร้อมกลยุทธ์การวางสินค้าใหม่อยู่เสมอเพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดความเบื่อหน่าย
หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จกับห้างสรรพสินค้าแห่งแรก เขาใช้เวลาอีกหลายสิบปีเพื่อดื่มด่ำกับความสำเร็จในสาขาอื่นๆ หลายร้อยแห่ง จนกระทั่งถูกยกให้เป็นชายที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในประเทศด้วยสถิติมูลค่า 5.1 แสนล้านบาท พร้อมอัตราขยายตัวมูลค่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของเขาเฉลี่ยปีละ 17% โดยในปีที่แล้วบริษัทของเขาทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (นิวไฮ) จากกลุ่มธุรกิจธนาคารและร้านค้าปลีกอีกด้วย
แน่นอนว่าเฮนรี่ยังมีธุรกิจอื่นอย่างอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง ทั้งยังมีหุ้นจำนวนมหาศาลในบริษัทการไฟฟ้าที่ผลิตกำลังไฟฟ้าหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศฟิลิปปินส์อีกด้วย
สำหรับบริษัท เอสเอ็ม อินเวสต์เมนต์ คอร์ป (SM Investments Corp) เป็นบริษัทห้างค้าปลีกที่มูลค่ามากที่สุดในฟิลิปปินส์ ด้วยสาขากว่า 200 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีขนาดใหญ่ติดอันดับท็อปเทนของโลกในห้างสรรพสินค้าบางสาขา ปัจจุบันห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของกลุ่มเอสเอ็มไพรม์ (SM Prime) มีสาขาในฟิลิปปินส์ 56 แห่ง และในประเทศจีนอีก 6 แห่ง โดยในปีนี้ได้อัดฉีดงบอีกนับพันล้านบาทเพื่อขยายสาขาเพิ่มอีก 6 แห่ง โดยสาขา 5 แห่งจะเปิดในบริเวณรอบกรุงมะนิลา
ด้วยความคิดอันชาญฉลาดของเขาเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่มองว่าเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์มีศักยภาพขยายตัวไปพร้อมกับรายได้ของชาวปินอยที่รักการช็อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้ธุรกิจห้างสรรพสินค้าที่ใช้เวลาคืนทุนนาน ทว่ามันทำให้เขาเป็นเสือนอนกินในระยะยาว
“ไม่มีอะไรสำเร็จชั่วข้ามคืน จงอย่าทิ้งความศรัทธา เพราะความสำเร็จประกอบด้วยการทำงานหนัก โอกาส เวลาและความพร้อม และจงจำไว้เสมอว่าความสำเร็จจะไม่คงอยู่ตลอดไปถ้าขาดความพยายามและการเอาใจใส่” เป็นวลีที่เฮนรี่ ฝากถึงนักธุรกิจทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราชาร้านค้าปลีกรายนี้มีร้านค้าอยู่ในมือกว่า 328 แห่ง แบ่งเป็น ห้างสรรพสินค้า SM 55 แห่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต SM 47 แห่ง ไฮเปอร์มาร์เก็ต SM 45 แห่ง 147 ร้านสะดวกซื้อ Savemore (เซฟมอร์) และอีก 34 ร้านสะดวกซื้อ WalterMart (วอลเตอร์มาร์ท) ซึ่งกลุ่มร้านค้าปลีกของเขาทั้งหมดมียอดขายขยายตัวในปีที่แล้วถึง 9% รวมมูลค่า 7.9 หมื่นล้านบาท รายได้โตอีก 14% และมีรายได้จากค่าเช่าที่เชิงพาณิชย์ในพื้นที่อีก 2.2 หมื่นล้านบาท
เฮนรี่ ให้มุมมองว่า โอกาสมีไว้สำหรับผู้ที่แสวงหา แม้แต่ความขัดแย้งและความอ่อนแอยังนับเป็นโอกาสได้ กระทั่งปัญหาต่างๆ ในชีวิตผู้คนก็คือโอกาสทางธุรกิจ (สตาร์ทอัพ) ความมั่งคั่่งของกิจการต้องอาศัยการแสดงศักยภาพอย่างเป็นระบบ ชีวิตเรามีหลายสิ่งไม่เป็นไปตามที่หวัง สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือตั้งใจเพื่อเปลี่ยนแปลงมัน
ด้วยการไขว่คว้าหาความแตกต่างให้ได้เพื่อวิ่งเข้าหาความสำเร็จทางธุรกิจ







