
เราน่าจะเห็นอะไรหลังการออกเสียงลงประชามติ
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
การออกเสียงลงประชามติเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เลือกและก็เลือกที่จะให้ประเทศ สังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง จะดำเนินต่อไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อย่างไร ในอนาคตที่สภาพแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูงได้จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว มีการประกาศผลอย่างเป็นทางการแล้ว
อะไรคือสิ่งที่ผู้เขียนคิดและอยากเสนอเป็นหัวข้อเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มันคงไม่มีอะไรที่ถูกไปเสียทั้งหมด หรือมันจะผิดไปเสียทั้งหมดนะครับกับสิ่งที่คาดว่าจะเห็นและมีโอกาสที่เราๆ ท่านๆ จะได้รับเข้ามาสู่ความรู้สึก รับรู้เข้ามาในชีวิตประจำวัน หรือคิดว่ามันเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารถ้ามันเกิดขึ้นมา ประเด็นมีดังนี้
1.ความขัดแย้งทางความคิดความเห็นในทางการเมืองยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะชะงักเพื่อประเมินท่าทีของแต่ละฝ่ายหลังจากที่ได้ออกมาส่งเสียงกันไม่เว้นแต่ละวันที่ผ่านมา ฝ่ายที่เคยมีชัยในอดีต เมื่อหลังการออกเสียงลงประชามติก็จะสงบปากสงบคำลงไปบ้าง แต่ก็มีการออกอาการเล็กๆ น้อยๆ เรียกว่าจะให้ยอมรับผลแบบศิโรราบนั้นคงไม่ถึงขั้นนั้น เรียกว่ากำลังอยู่ในแบบ “ตอนนี้ต้องแกล้งตายไปก่อน ซุ่มซ่อนยาวนานรอคอยโอกาส”
ฝ่ายที่ดูเหมือนว่าจะได้ชัยก็ยังคงไม่สบายใจเต็มที่ เพราะกระบวนการจากนี้ต่อไปจนถึงการเลือกตั้งก็ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรออกมาต่อต้าน หรือมีอุปสรรคอีกหรือไม่อย่างไร เรียกว่า “การ์ดห้ามตก กำปั้นต้องเกร็งเอาไว้เพื่อการออกหมัดได้ทุกเมื่อ” สถานการณ์แบบนี้ ตอนนี้ เวลานี้ ก็ต้องถือว่า “ยังไม่มีผู้ชนะที่เด็ดขาด”
2.ในแง่ของทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะขานรับไปในทิศทางบวก เหตุเพราะสิ่งที่คนทำธุรกิจไม่ชอบที่สุด คือ ความไม่แน่นอน คาดการณ์ได้ยาก เพราะถ้าไม่แน่นอนก็ยากที่จะตัดสินใจใส่เม็ดเงินใหม่ที่เตรียมไว้ในการลงทุน เวลานี้มันมีความมั่นใจขึ้นมาอีกมากโข มีการออกมาปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็น 3.3% จากกรอบเดิมที่คิดกันในใจแต่เดิมว่า 3% จะทำได้หรือไม่?? ในระยะเวลาที่ผ่านมา ปัจจัยทางด้านดอกเบี้ยที่ยังต่ำเป็นตัวเกื้อหนุน ขณะที่เม็ดเงินจากการลงทุนของภาครัฐน่าจะเป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นการใส่เข้ามาแบบเป็นกอบเป็นกำในช่วงปลายปีนี้ เพราะการจัดซื้อภาครัฐจะยังคงเป็นธงนำต่อไปอีกระยะหนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่งเริ่มเห็นชัด จับต้องได้ ทดลองใช้บริการไปบ้างแล้ว หรือการท่องเที่ยวก็นับวันจะดีวันดีคืน การที่ฝนฟ้ามาแล้ว ตกแล้วอย่างชุ่มฉ่ำ จะทำให้การเพาะปลูกทางการเกษตรน่าจะไปได้ หนี้ครัวเรือนโตช้าลง ช้าลง การฟื้นกำลังซื้อกลับมาคงต้องทอดเวลาอีกสักนิด ทำอย่างไรเวลานี้ที่จะให้คนที่มีเงินและมีอาการไม่อยากกินไม่อยากใช้ งัดเอาเงินเหล่านั้นออกมาใช้เพิ่มขึ้น มีการเสนอสินเชื่อให้กับกลุ่มที่มีรายได้ 5 หมื่นบาทขึ้นไป ก็มีการนำเสนอถี่ขึ้นแล้วในเวลานี้ เรื่องที่หนักใจ ก็คือ เราเก่งพอหรือยังกับโลกของการแข่งขันในวันนี้ เรายังพูดอังกฤษแบบ Can I help me อยู่หรือเปล่า
3.ตัวประเด็นหลักที่จะบั่นทอนทุกอย่างให้ล้มเหลวไปในทุกเรื่อง คือ มีการเกิดพบ แฉ โหมประโคมเรื่อง ตลอดจนแพร่กระจายสาระ ที่บางครั้งต้องหาข้อมูลให้ชัดว่าจริงแท้หรือไม่ ก็คือเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง ทุจริต คอร์รัปชั่น เพราะถ้าเกิดมีขึ้นมาแล้ว ความเชื่อถือเชื่อมั่น ความไว้วางใจ (Trust and Confidence) ก็จะสิ้นสุดลงทันที แล้วทุกอย่างที่กำลังคิดจะทำ หรือกำลังทำอยู่ หรือกำลังจะเสร็จ ก็จะพังพาบไปด้วย... เรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่าทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิด ปราบปรามให้รุนแรงสำหรับคนที่ทำ เอาให้หนัก จัดเต็ม และต้องลงโทษแบบไปผุดไปเกิดไม่ได้อะไรแบบนั้น
4.การใช้ความรุนแรงกับประชาชนคนทั่วไป นักท่องเที่ยว หรือชาวต่างชาติ โดยผู้คิดจะทำ ผู้ลงมือทำ ผู้ใช้จ้างวานไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่เราเรียกว่า Soft Target จะนำมาซึ่งความหวาดกลัว หวาดระแวง จนไม่อาจใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ การทำให้คนกลัว จนไม่กล้ากระทำธุรกรรม กิจกรรมไม่ว่าที่ไหน เมื่อใด กับใคร จะบั่นทอนความเปราะบางทางเศรษฐกิจให้แย่ลงไป แย่ลงไป ทางการต้องเร่งรัดจัดการหาทางป้องกันไม่ให้เกิด หรือถ้ามันเกิดก็ต้องเอาคนทำ คนใช้จ้างวาน มาลงโทษให้ได้ ให้สาสมกับที่เขาทำกับสังคมและประเทศอันเป็นที่รักของเรา
ทั้งสี่ข้อ สี่เรื่องที่ผู้เขียนยกมา ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญ ซึ่งท่านผู้อ่านอาจมีมุมมองที่ต่างออกไปก็ได้ เราต้องช่วยกันด้วยการทำในสิ่งที่เราทำได้ ทำในขอบเขตความรับผิดชอบของเรา อย่าให้ใครมาว่าเราได้ว่า “ขี้โม้ ขี้โกง ขี้เกียจ ทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระ ยามศึกร่วมกันรบ ยามสงบก็รบกันเอง ชอบใช้แต่ความเห็น (ตัวกู ของกู) ในการคิด พูด อ่าน เขียน ใครจะมาเห็นต่างไม่ได้เลย ไม่ใช้ความรู้จริง รู้ให้จริง มาดำเนินการ ดำเนินชีวิต” ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจอ่านนะครับ







