
สมคิด : ประชาธิปไตย ไม่จำเป็นต้องมีสแตนดาร์ดเดียว
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
สมคิด กล่าวตอนหนึ่งว่า ผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ เป็นที่ทราบกันดีว่าย่อมมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ แต่ก็อยากให้มองในแง่ดีว่า ไม่ว่ารัฐธรรมนูญนี้จะสมบูรณ์หรือไม่เพียงใด แต่นี่ก็คือรัฐธรรมนูญที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นชอบ และคนไทยเองรู้ว่าตนเองต้องการอะไรทำอย่างไร ประเทศจะเดินไปข้างหน้าได้ โดยไม่ต้องไปฟังฝรั่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เราโดยที่ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาคนไทยเป็นอย่างไร เห็นได้จากที่มีผู้สื่อข่าวต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์ก็ทำให้รู้ว่าเขาไม่รู้จักเรา ไม่ได้มีชะตาร่วมกับคนไทยใน 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ส่วนตัวจึงเฉยๆ กับคำวิจารณ์ดังกล่าว แต่น่าดีใจว่าคนไทยสามารถก้าวพ้นช่วงเวลาดังกล่าวได้
“ผลดีของการรับร่างมีหลายประการ คนไทยคลายความกลัวที่อยู่ในใจลง เพราะสิ่งนี้อยู่ในใจคนไทยเกือบทุกคนในช่วงก่อนลงประชามติ เนื่องจากสถานการณ์ใน 10 ปีที่ผ่านมาทำให้กังวลว่าหากมีปัญหาจะมีการเคลื่อนไหว คนออกมาเดินบนถนนประท้วง ขณะที่ต่างชาติบางประเทศก็ออกประกาศเตือนประชาชนของตนเองที่เดินทางมาไทยและมองไม่เห็นว่าเมืองไทยจะเดินไปทางไหน แต่เมื่อผลออกมาแล้ว คนจะไม่ได้เห็นแค่เรื่องเลือกตั้งเท่านั้น แต่มองเห็นข้างหน้าว่า เมืองไทยจะไปได้ ไม่มีอะไรไม่คาดคิดเข้ามาอีกเพราะความไม่แน่ใจทางการเมืองคลี่คลายลง”
นอกจากนี้ ผลการลงประชามติยังทำให้ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยโดย IMD การปรับระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ ตลอดจนดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจอุตสาหกรรม แต่ได้ถูกกดทับไว้ด้วยความไม่ชัดเจนทางการเมืองจะถูกเปิดออก ซึ่งที่ผ่านมาความรู้สึกไม่เชื่อมั่นที่เกิดขึ้น เกิดจากการคิดไปเองเยอะจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลต่อสถานการณ์โลกต่อการเมืองไทย เหล่านี้ทำให้ทีมที่เข้ามาทำงานกับรัฐบาลทำงานไม่ง่ายเลยถ้าไม่เคยผ่านวิกฤตปี 2540 มาก่อนไม่มีทางเลยที่จะผ่านไปได้
รองนายกฯ กล่าวว่า การคลายความกดดันจากต่างประเทศลง เรื่องนี้ทุกคนควรเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เรื่องนี้ไม่ได้พูดเพื่อเอาใจ แต่พูดให้เห็นความจริงว่าในช่วงที่ไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใหม่ๆ เวลา พล.อ.ประยุทธ์ ไปประชุมต่างประเทศขอเข้าไปจับมือทักทายผู้นำประเทศชั้นนำ มีแต่เขามองว่าไทยด้อยพัฒนา ถอยหลังเข้าคลอง เป็นรัฐบาลทหาร ไม่มีใครสนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับไทย ส่วน อียิปต์ ตุรกี ที่มีปัญหามากมายกลับได้รับความสนใจมากกว่า แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังพยายามจนในที่สุดผู้นำหลายประเทศเข้าใจ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาก็ทำให้รู้ว่าประเทศไทยที่ยืนอยู่กับไทยเป็นมิตรประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น อาเซียน รัสเซีย ประเทศส่วนใหญ่ก็อยู่กับเรา นักธุรกิจสหรัฐ ยุโรป อยู่กับเรา เพียงแต่ทางการเมืองเขาไม่สามารถสนับสนุนได้เท่านั้น
“เมื่อผลโหวตออกมาแล้ว แม้จะยังมีคนบอกว่ายังไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ขอโทษนะ ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องมีสแตนดาร์ดเดียว เพราะสิ่งแวดล้อมแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน คนไทยรู้ตัวว่าตัวเองเป็นอย่างไร เรารู้ว่าต้องเลือกแบบนี้แหละแล้วค่อยปรับตัวแล้วเดินไปข้างหน้า แม้ประเทศตะวันตกจะไม่พอใจกับผลโหวตแต่เชื่อว่าแรงกดดันจะคลายลง คนที่เคยสนับสนุนอยู่แล้วก็จะสนับสนุนมากขึ้น ล่าสุดประเทศญี่ปุ่นได้ส่งสารแสดงความยินดีกับการลงประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญของไทย ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีอีกหลายประเทศส่งตามมา”
สมคิด กล่าวว่า นโยบายอื่นๆ ที่รัฐบาลได้เริ่มต้นไว้นั้น ในช่วง 1 ปีจากนี้ก็จะสานต่อไม่ว่าจะเป็นการดูแลภาคเกษตรให้มีรายได้ดีขึ้นผ่านกลไกต่างๆ ทั้งกองทุนหมู่บ้าน กลไกของกระทรวง เกษตรฯ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การดูแลคนจนก็จะมีนโยบายที่ดูแลทั้งคนจนชนบทและคนจนเมือง การลดความเหลื่อมล้ำ ให้การส่งเสริมเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ
ส่วนการลงทุนเอกชนเมื่อความกังวลคลี่คลายแล้ว ก็ควรถึงเวลาลงทุนเพราะธุรกิจ ไม่ใช่แค่จะทำเพื่อตัวเองแต่ต้องดูถึงการทำเพื่อส่วนรวม ในส่วนการลงทุนจากต่างประเทศก็เชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะจากการที่ได้เดินทางไปชักจูงการลงทุนในญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ นักลงทุนประเทศเหล่านี้มองว่าไทยเป็นแอ่งลงทุนที่สำคัญ ดังนั้นสิ่งที่เหลือต้องเคลียร์ก็มีเพียงการทำนโยบายให้ชัดเจน ซึ่งรัฐบาลก็จะทำไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธรรมาภิบาล ความยากง่ายในการทำธุรกิจ โครงการดึงการลงทุนเช่นการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งล่าสุดได้สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเริ่มปรับเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ เพราะตอนนี้สิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนไปแล้ว
สมคิด ยอมรับว่า การส่งออกเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก แต่รัฐบาลจะพยายามดูแลในส่วนที่ทำได้ เช่น การค้าไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งจะใช้กลยุทธ์การเจรจาแบบทวิภาคีมากขึ้น และยิ่งการเมืองไทยชัดเจนยิ่งขึ้นนี้ก็เป็นช่วงที่ไทยจะเพิ่มบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะหลังจากนี้ความเป็นเกตเวย์ของไทยจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ RCEP ซึ่งก็คือกรอบความร่วมมืออาเซียนบวก 6 ซึ่งล่าสุดก็เริ่มมีการเร่งให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ถ้าเกิดแล้วจะสามารถเกิดเศรษฐกิจที่ครอบคลุมประชากรได้ครึ่งโลกและประโยชน์เกิดกับเอเชีย ซึ่งในเอเชียเองก็มีการพึ่งอาเซียน ขณะที่ในอาเซียนไทยก็เด่นที่สุดไทยคือผู้ที่จะได้ประโยชน์ ดังนั้นการจะเพิ่มบทบาทในเวทีต่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องฝันเฟื่อง เพียงแต่ต้องเร่งวางบทบาทไทยในภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศให้เหมาะสม
“ถ้าคนไทยเข้ามาร่วมกันมุ่งมั่นปฏิรูปประเทศจะทำให้ไทยเป็นไทยแลนด์ไรซิ่งในเวลาไม่ช้า ประเทศไทยจะทะยานไปขึ้นและไปข้างหน้าเพียงแต่การปฏิรูปจะต้องไม่หยุดเพราะมีหลายเรื่องที่ต้องทำต่อ ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC) การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งเรื่องการศึกษา แรงงาน การวางอุตสาหกรรมที่เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ การสนับสนุนสตาร์ทอัพ การปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งเร็วๆ นี้จะเข้า ครม.ทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.การตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (ซุปเปอร์โฮลดิ้ง) ซึ่งทั้งหมดนี้แม้รัฐบาลนี้จะเหลือเวลาทำงานเพียง 1 ปี หลังจากนี้ แต่ถ้าได้เริ่มไว้แล้วรัฐบาลหน้ามาสานต่อก็สามารถทำได้ทันที และที่ทำทั้งหมดนี้จะทำให้ต่างชาติมีความเชื่อถือไทยยิ่งขึ้น”







