
ยุคยานยนต์ไร้คนขับผงาด เร่งกินบริษัทตุนทักษะความรู้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กิจการต้องเร่งปรับตัวด้วยการควบรวมกับกิจการอื่นๆ เพื่อนำความรู้และทักษะมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ และหากไม่สามารถทำได้ก็จะพ่ายแพ้และถูกควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของคู่แข่งที่ใหญ่กว่าในที่สุด
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอุตสาหกรรมรถยนต์ไร้คนขับที่กำลังก้าวหน้าส่งผลให้ยอดควบรวมกิจการของอุตสาหกรรมดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 7.44 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) สูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อปีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่ 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.1 แสนล้านบาท) โดยมีการควบรวมกิจการเกิดขึ้นทั้งหมดถึง 11 ครั้งในปี 2016 นี้
แรงขับเคลื่อนสำหรับการควบรวมกิจการดังกล่าวมาจากเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อราว 5 ปีก่อน โดยซัพพลายเออร์จำเป็นต้องมีความรู้และทักษะเพื่อใช้ในการพัฒนารถยนต์ดังกล่าวให้มีศักยภาพเทียบเท่ากับมนุษย์ ทั้งระบบเซ็นเซอร์ กล้อง และเรดาร์ รวมถึงการคำนวณข้อมูลและสภาพการจราจรอีกด้วย
บลูมเบิร์ก ระบุว่า สำหรับบริษัทที่กำลังเติบโตอย่างเร็ว คือ คอนติเนน ทอล ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติเยอรมนี หลังควบรวมอิเล็กทรอบิท ผู้ผลิตซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์จากฟินแลนด์ ด้วยมูลค่า 600 ล้านยูโร (ราว 2.2 หมื่นล้านบาท) เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา โดยหลังจากการควบรวมกิจการ ยอดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ที่สร้างโดยเทคโนโลยีของอิเล็กทรอบิทปรับตัวเพิ่มขึ้น 50% เป็น 1,200 ล้านยูโร (ราว 4.5 หมื่นล้านบาท)
“ถ้าคุณมองกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ไม่มีใครที่รู้จักซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์นี้อยู่บนโลกหรอก” วูลฟ์กัง แชเฟอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของคอนติเนนทอล กล่าว
รวมกิจการเพื่อทักษะความรู้
คริส แมคนัลลี นักวิเคราะห์จากเอเวอร์คอร์ ธนาคารเพื่อการลงทุนสาขากรุงลอนดอน เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสาระบันเทิงจะเป็นรายต่อไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์ต้องการควบรวมกิจการ เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ต้องการความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับระบบอินเตอร์เฟซระหว่างผู้ขับขี่และยานยนต์
ยกตัวอย่าง แซดเอฟ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สัญชาติเยอรมนี เข้าซื้อทีอาร์ดับเบิลยู ซัพพลายเออร์จากสหรัฐด้วยมูลค่า 1.29 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.51 แสนล้านบาท) และเข้าซื้อหุ้น 40% จากไอบีโอ ออโต้โมทีฟ ซิสเต็ม ซัพพลายเออร์ ด้านเรดาร์จากเยอรมนี รวมถึงยังเสนอเข้าซื้อฮัลเด็กซ์ อุตสาหกรรมยานยนต์จากสวีเดนด้วยเงิน 4,410 ล้านโครเนอร์ (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท)
“ถ้าคุณไม่ซื้อตอนนี้และเพิ่มศักยภาพการผลิตสำหรับยานยนต์ไร้คนขับ และสำหรับรถยนต์ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อได้ จะไม่มีโอกาสที่สองสำหรับคุณ เพราะคู่แข่งจะเข้าซื้อ” ไดเอ็ทมาร์ ออสเตอร์มันน์ ผู้อำนวยการฝ่ายยานยนต์ จากไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ที่ปรึกษาด้านกฎหมายชั้นนำของโลก กล่าว
ขณะเดียวกัน เอเซล โฮเฟอร์ ผู้อำนวยการจัดการจากโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดัง สาขาแฟรงก์เฟิร์ต เปิดเผยว่า กระแสรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเร่งให้เกิดการควบรวมกิจการมากขึ้น เช่น โฟล์คสวาเกน ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมนี ประกาศจะชิงส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ได้ 1 ใน 4 ของโลกภายในปี 2025
อนาคตอุตสาหกรรมก้าวกระโดด
บลูมเบิร์ก ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไร้คนขับจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในอีก 2-3 ปี ข้างหน้า โดยบีเอ็มดับเบิลยู ผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนีกำลังทำงานร่วมกับอินเทล ผู้ผลิตชิปจากสหรัฐ และโมบายล์อาย ผู้ผลิตซอฟต์แวร์กล้องจากอิสราเอล เพื่อออกยานยนต์ไร้คนขับภายในปี 2021 เช่นเดียวกับผู้ผลิตยานยนต์จากสวีเดนอย่างวอลโว่
ขณะเดียวกัน ความคาดหวังต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไร้คนขับยังเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลักดันมูลค่าของ อูเบอร์ เทคโนโลยี เจ้าของแอพพลิเคช่ันแท็กซี่ ให้มีมูลค่าแตะ 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.1 ล้านล้านบาท) และกลายเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยอูเบอร์กำลังทดสอบยานยนต์ไร้คนขับในเมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย
อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์ ฟัสซ์ หุ้นส่วนของฝ่ายที่ปรึกษาด้านยานยนต์ของอีวาย บริษัทด้านบัญชีชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า หากบริษัทไม่มีนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ไม่มีเอกลักษณ์ก็ยากจะอยู่รอดเมื่อคู่แข่งอื่นๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์มีผลงานดีกว่า และจะโดนคู่แข่งที่ใหญ่กว่าที่กำลังมองหาช่องทางเติบโตและประหยัดต้นทุนซื้อไปในที่สุด







