
ตรรกะวิบัติทางการเงิน จ่ายบัตรเครดิต 10% ดีกว่า
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
วันก่อนได้มีโอกาสออกรายการ Smart money ของ Money Channel ได้พบประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ผู้ขอรับคำปรึกษามีเงินสด 1 แสนบาท มีหนี้บัตรเครดิต 8.5 หมื่นบาท แต่กลับมีความคิดที่จะชำระแค่ขั้นต่ำ 10% ไม่ได้มีปัญหาการเงินอะไรเลย เพียงแต่ต้องการเก็บออมเงินเพื่อซื้อบ้านในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า เรื่องนี้ทำให้ผมฉุกคิดถึงอีกกรณีที่ผมเคยเจอมาขอปรึกษาเพราะเป็นหนี้บัตรเครดิตจากการจ่ายขั้นต่ำ 10% มาตลอด แต่ก็แปลกใจมากเมื่อวิเคราะห์ฐานะของน้องเขามีเงินในบัญชีออมทรัพย์มากพอที่จะชำระหนี้บัตรเครดิตแต่ไม่ชำระ เหตุผลเพราะเป็นเงินเก็บสำหรับจะซื้อบ้านเช่นกัน
กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่างของตรรกะวิบัติทางการเงินกรณีแรกที่อยากขอพูดคุย คือ คนเรามักมีความคิดแยกเงินออมออกเป็นบัญชี บัญชีนี้สำหรับใช้จ่าย บัญชีนี้สำหรับซื้อบ้าน ฯลฯ โดยที่ลืมคิดไปว่า หากมีผลกระทบต่อบัญชีใดบัญชีหนึ่ง ย่อมกระทบต่อเงินออมในบัญชีอื่นๆ ด้วย
อย่างกรณีนี้แทนที่จะเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยเพียง 0.25% ต่อปี ควรถอนเงินจากออมทรัพย์มาชำระหนี้บัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปี ให้หมดเลยจะดีกว่า เพราะหากชำระหนี้ขั้นต่ำเรื่อยๆ สุดท้ายภาระหนี้ที่โตเร็วกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์ถึง 80 เท่า ก็จะทำให้สุดท้ายต้องถอนเงินออมทรัพย์ออกมาหมดอยู่ดี แถมตอนนั้นจะไม่มีเงินออมใดๆ เหลืออยู่เลย
เก็บเงินทำไม เดี๋ยวตายไม่ได้ใช้
“ขี้เหนียว” เป็นคำพูดที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะการดำเนินชีวิตอย่างขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน ที่คุณพ่อผมสอนทุกวัน เพราะชีวิตท่านลำบากมากตอนจากเมืองจีนมาทำมาหากินในเมืองไทย ทำให้พวกลูกๆ อย่างผมซึมซับการใช้เงินอย่างระมัดระวังไปด้วย จึงมักถูกเพื่อนๆ คนรู้จักแซวว่า “ขี้เหนียว” ซึ่งผมก็ไม่แคร์ เพราะเราประหยัดเงินของเราไม่ได้ขอใครกิน แต่ผลลัพธ์ของการประหยัด ทำให้วันนี้ผมสามารถมีฐานะการเงินที่มั่นคง ส่งลูกเรียนหนังสือระดับสูงๆ ได้ตามที่คาดหวัง และมีเงินพอที่จะดำรงชีพยามเกษียณได้อีกหลายปี เทียบกับคนอีกหลายคนที่ชอบพูดว่า “เก็บเงินทำไม เดี๋ยวตายไม่ได้ใช้” ไม่ต้องรอถึงตอนตาย เอาตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ ก็ไม่มีเงินใช้แล้ว ต้องเป็นหนี้เป็นสินมากมาย ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นสมบัติของตระกูลหรือที่ตัวเองสะสมมาก็ต้องหมดไป อย่าลืมนะ “รายได้ไม่แน่ว่าอนาคตจะหาได้หรือไม่ แต่ค่าใช้จ่ายตราบใดที่ยังไม่ตาย ค่าใช้จ่ายมีแน่นอน”
ฝากเงินปลอดภัยสุด
หากถามว่าเงินออมของคนไทยเก็บไว้ที่ไหนมากสุด คำตอบก็คงเป็น “บัญชีออมทรัพย์” เพราะผมเคยได้ข้อมูลจากภาครัฐมาว่า ในเงินออมของคนไทยทั้งหมด 100% เป็นเงินออมในการออมที่ได้ประโยชน์ทางภาษีอย่างเช่น RMF, LTF, ประกันชีวิต ฯลฯ ประมาณ 25% ที่เหลือ 75% อยู่ในบัญชีเงินฝากธนาคาร และ 45% ของเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารอยู่ในบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยเพียง 0.25% ต่อปี (ฝาก 100 บาททั้งปีได้ดอกเบี้ยสลึงเดียว)
และที่แปลกกว่านั้นก็คือ 87% ของเงินในบัญชีออมทรัพย์อยู่แบบฝากประจำ คือ ฝากแล้วนิ่งไม่ได้ถอนเลย สงสัยจริงๆ ถ้าฝากแล้วไม่ถอนฝากออมทรัพย์ทำไม ทำไมไม่ฝากอย่างอื่น อย่างน้อยฝากประจำดอกเบี้ยก็ยังสูงกว่า คำตอบที่ผมได้เมื่อถาม คือ “ออมทรัพย์ปลอดภัยถอนเมื่อไหร่ก็ได้” แปลว่าคนไทยเรายอมปล่อยเงินให้ไม่โตเพื่อแลกกับความปลอดภัยกับเผื่อถอน โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า ค่าใช้จ่ายแพงขึ้นทุกวัน และแพงขึ้นเร็วด้วยถึงประมาณ 6% ต่อปี ถ้าเอากฎของเลข 72 มาคิด (กฎของเลข 72 คือ ให้เอา 72 หารด้วยผลตอบแทนของเงิน คำตอบที่ได้คือ จำนวนปีที่เงินจะโตเป็น 2 เท่า) ค่าใช้จ่ายจะแพงขึ้น 2 เท่าทุก 12 ปี (72/6 = 12) ส่วนเงินในบัญชีออมทรัพย์จะโตเป็น 2 เท่าใช้เวลา 288 ปี (72/0.25)
แล้วอย่างนี้เงินออมที่มีอยู่จะพอใช้ในอนาคตได้ยังไง ผมถึงเจอหลายคนที่ขยันทำงาน เก็บออมเงินมาตลอด แต่สุดท้ายเมื่อเกษียณกลับมีเงินเก็บนิดเดียว ก็เพราะเก็บในบัญชีออมทรัพย์นี่เอง ฝรั่งถึงเตือนเราว่า “ยิ่งออมระยะยาวเท่าไหร่ ยิ่งกลัวความเสี่ยงมากเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น”
วันนี้ ขอพอเรื่องตรรกะวิบัติทางการเงินไว้แค่นี้นะครับ ยังมีอีกเยอะครับ ไว้วันหลังจะมาคุยให้ฟังใหม่
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน facebook ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







