
IVLทุ่ม3.5หมื่นล.ปี’61
ซีอีโอ IVL เพิ่มกำลังการผลิตโพลีเอสเตอร์จาก 10.4 ล้านตัน เป็น 11.4 ล้านตัน สิ้นปี 2561 ยันธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
ซีอีโอ IVL เพิ่มกำลังการผลิตโพลีเอสเตอร์จาก 10.4 ล้านตัน เป็น 11.4 ล้านตัน สิ้นปี 2561 ยันธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการลงทุนจนถึงปี 2561 เพิ่มอีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตปิโตรเคมีจาก 10.4 ล้านตัน ปัจจุบันให้เป็น 11.4 ล้านตัน เนื่องมาจากนักวิเคราะห์ปิโตรเคมีในตลาดโลกเชื่อว่าตลาดโพลีเอสเตอร์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังจะฟื้นตัวใน
ปีหน้า ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์พิเศษของบริษัทเพิ่มเป็น 54% จากปัจจุบัน 50% และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงเพิ่มเป็น 20% จากปัจจุบัน 19% ส่งผลให้อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) เพิ่มสูงขึ้นจาก 11.5%
“งบการเงินของบริษัทแข็งแกร่งมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำเพียง 0.99 เท่า และจะลดลงอีกในปี 2561 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) เพิ่มจาก 15.4% ในปัจจุบัน รวมถึงผลตอบแทนจากเงินการลงทุนเพิ่มมากขึ้นไปกว่า 11.1% จากอีบิตดาต่อผลผลิตต่อตันที่เพิ่มขึ้นจาก 3,313 เหรียญสหรัฐ แม้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกับระดับปัจจุบันคือ 36% ของรายได้ และ 48% ของอีบิตดา”
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม กล่าวว่า 4 ปีหลังจากนี้ IVL จะมุ่งปรับปรุงสายการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยในปี 2560 จะใช้งบลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท ในการปรับปรุงโรงงาน
แครกเกอร์ที่สหรัฐขยายโรงงาน Tire Cord ในจีน การปรับปรุงสายการผลิตและรายจ่ายฝ่ายทุนเพื่อบำรุงรักษา และ 7,000 ล้านบาท ในปี 2561 เพื่อปรับปรุงสายการผลิตและรายบำรุงรักษา
สำหรับในปี 2559 บริษัทใช้งบลงทุน 4.3 หมื่นล้านบาท ในโรงงานอะโรเมติกส์ Decatur IVL ที่สเปน กิจการร่วมทุน PET ที่อินเดีย การปรับปรุงโรงงานแครกเกอร์ที่สหรัฐ การขยายโรงงาน PTA ใน
รอตเตอร์ดัม การขยายโรงงาน Tire Cord ในจีน การปรับปรุงสายการผลิตและการบำรุงรักษา ส่งผลให้ผลงานจะดีกว่าปี 2558 ที่มีรายได้ 2.35 แสนล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมีรายได้ 1.24 แสนล้านบาท ครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีรายได้ 2.56 แสนล้านบาท
ด้านผลงานไตรมาส 2 ปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 5,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 10,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% โดยกำไรจากธุรกิจหลัก เท่ากับ 2,900 ล้านบาท เติบโตถึง 75% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรในธุรกิจ PET รวมทั้งปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจวัตถุดิบโดยเฉพาะ PTA จากการเข้าซื้อ
กิจการเคปซาในสเปนและอะโรเมติกส์ใน Decatur
นอกจากนั้น บริษัทยังได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มตัวใหม่ ได้แก่ IPA และ NDC แม้ว่าธุรกิจ EOEG ในไตรมาส 2 ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าจุดที่เหมาะสม แต่อยู่ระหว่างการฟื้นตัว ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้เกิดกำไรจากสินค้าคงเหลือ ซึ่งไม่กระทบเงินสด 600 ล้านบาท โดยบริษัทได้บันทึกรายได้พิเศษ 2,500 ล้านบาท จากกำไรต่อรองราคาซื้อจากการเข้าซื้อกิจการที่ IVL ที่สเปน
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ของ IVL ทั้งกำไรจากธุรกิจหลักและกำไรสุทธินับว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาด โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี คาดว่าจะมีกำไรธุรกิจหลักเพียง 2,500 ล้านบาท ในขณะที่ บล.
โนมูระ พัฒนสิน มองกำไรสุทธิไตรมาส 2 ไว้เพียง 3,677 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ปิโตรเคมีในตลาดโลกวิเคราะห์ว่า ตลาดโพลีเอสเตอร์จะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปีหน้าจากการผลิตที่ลดลงของจีนและผู้ผลิตรายใหญ่ในญี่ปุ่นลดกำลังการผลิตเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ จึงเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้น IVL เป็นครั้งแรกจากการเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในตลาดโลก
ทั้งนี้ ราคา PET ของอุตสาหกรรมลดลงมาตั้งแต่ปี 2557 แต่อัตรากำไรอีบิตดาของ IVL เพิ่มขึ้นสวนทางจาก 8% ปี 2557 เป็น 9.5% ในปี 2558 และล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2559 เป็น 11.5%
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ที่ราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 40 บาท หลังปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2559-2560 เป็น 13,954 ล้านบาท และ 9,305 ล้านบาท ตามลำดับ คาดครึ่งปีหลังยังสดใส
ราคาหุ้น IVL ปิดที่ 34.25 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 4.20%







