
หยุดค้า หยุดซื้อ งาช้างผิดกฎหมาย
ช่วงนี้จะเห็นแคมเปญทางโทรทัศน์ที่มี จา-พนม ยีรัมย์ หรือ “โทนี จา” นักแสดงชื่อดัง และ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย ร่วมกันรณรงค์ “Ivory Free Thailand - หยุดซื้องาช้าง” เพื่อชวนให้คนไทยร่วมกัน “หยุดซื้องาช้าง” ยุติวิกฤตการณ์ฆ่าช้างเอางาในแอฟริกา แคมเปญดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กร WildAid และ WWF เป็นเรื่องของการเชิญชวนด้วยความสมัครใจ
ช่วงนี้จะเห็นแคมเปญทางโทรทัศน์ที่มี จา-พนม ยีรัมย์ หรือ “โทนี จา” นักแสดงชื่อดัง และ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย ร่วมกันรณรงค์ “Ivory Free Thailand - หยุดซื้องาช้าง” เพื่อชวนให้คนไทยร่วมกัน “หยุดซื้องาช้าง” ยุติวิกฤตการณ์ฆ่าช้างเอางาในแอฟริกา แคมเปญดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กร WildAid และ WWF เป็นเรื่องของการเชิญชวนด้วยความสมัครใจ
สำหรับการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่มีข้อผูกพันที่รัฐบาลไทยต้องปฏิบัติตามคือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) หรือเรียกโดยย่อว่า ไซเตส (Cites) ที่ประเทศไทยได้ลงนามรับรองอนุสัญญาในปี 2518 และให้สัตยาบันในวันที่ 21 ม.ค. 2526 โดยมีฐานะเป็นสมาชิกลำดับที่ 80
หลักการของอนุสัญญานี้คือ คุ้มครองชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์โดยระบบควบคุมการค้าระหว่างประเทศ ด้วยระบบใบอนุญาต (Permit) คือ สัตว์ป่าและพืชป่าที่อยู่ในบัญชีควบคุม เช่น ช้าง อันรวมถึงงาช้างและผลิตภัณฑ์จะต้องมีใบอนุญาตในการส่งออก นำเข้า การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพันตามอนุสัญญาดังกล่าวอาจถูกแซงก์ชั่นด้วยการระงับการค้าสัตว์และพืชตามบัญชีที่ไซเตสระบุไว้
การค้างาช้างอันส่งผลก่อให้เกิดการฆ่าช้างที่เป็นสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ตามบัญชีของไซเตส เพื่อเอางาโดยเฉพาะช้างป่าแอฟริกา เป็นปัญหาที่ประเทศไทยต้องแก้ไข เพื่อไม่ให้ถูกแซงก์ชั่นระงับการค้าสัตว์และพืชบางชนิด ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย รวมทั้งเพื่อการอนุรักษ์ช้างไทยด้วย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายในความรับผิดชอบ คือกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าดำเนินการแล้ว ก็ยังมีการใช้กฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล กำหนดให้ช้างและงาช้างเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออก รวมทั้งกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานแปรสภาพ แกะสลัก และการทำหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้าส่งงาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้าง ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ และจัดทำบัญชีตามกฎหมายการบัญชีของการประกอบกิจการดังกล่าวด้วย เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบได้ว่างาช้างที่ใช้ในการประกอบกิจการนั้นมีแหล่งมาจากที่ใด เป็นงาช้างที่ผิดกฎหมายหรือไม่
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมการค้างาช้างทั้งระบบ ต่อมารัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. 2558 เพื่อให้สามารถควบคุมการค้างาช้างบ้าน และปราบปรามการลักลอบค้างาช้างแอฟริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถควบคุมการค้าและการครอบครองทั้งงาช้างบ้านและงาช้างแอฟริกาได้ทั้งระบบ และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยไม่ถูกคว่ำบาตรทางการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า
ผลจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558 ผู้จะค้าหรือนำเข้าส่งออกงาช้างบ้านหรือผลิตภัณฑ์ต้องยื่นคำขอต่ออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช นอกเหนือจากการจดทะเบียนพาณิชย์หรือขออนุญาตตามกฎหมายการส่งออกและนำเข้า หากฝ่าฝืนมีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ







