posttoday
10 เรื่องไม่น่าพลาด เมื่อลงทุนในกองทุนรวม

10 เรื่องไม่น่าพลาด เมื่อลงทุนในกองทุนรวม

10 สิงหาคม 2559

ภายหลังจบหลักสูตร Workshop ที่ทีมงานจัดให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ที่ K-Expert Center ทุกสิ้นสัปดาห์ ทีมวิทยากรจะมีการทำสรุปหารือกันถึงประเด็นข้อสงสัยของนักลงทุนที่มาเรียนรู้ และหาโอกาสแบ่งปันประเด็นเหล่านี้กับทีมที่ปรึกษาเพื่อหาทางพัฒนาสื่อการให้ความรู้และกระบวนการให้คำปรึกษาแนะนำที่ตรงตามความต้องการของนักลงทุนมากที่สุด และนี่คือ 10 เรื่อง ที่ทีมวิทยากรและที่ปรึกษาเลือกว่า เป็นเรื่องที่นักลงทุนกองทุนไม่น่าพลาดแต่กลับเข้าใจผิด หรือคลาดเคลื่อนไปจากความจริงอย่างไม่น่าเชื่อ

ภายหลังจบหลักสูตร Workshop ที่ทีมงานจัดให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ที่ K-Expert Center ทุกสิ้นสัปดาห์ ทีมวิทยากรจะมีการทำสรุปหารือกันถึงประเด็นข้อสงสัยของนักลงทุนที่มาเรียนรู้ และหาโอกาสแบ่งปันประเด็นเหล่านี้กับทีมที่ปรึกษาเพื่อหาทางพัฒนาสื่อการให้ความรู้และกระบวนการให้คำปรึกษาแนะนำที่ตรงตามความต้องการของนักลงทุนมากที่สุด และนี่คือ 10 เรื่อง ที่ทีมวิทยากรและที่ปรึกษาเลือกว่า เป็นเรื่องที่นักลงทุนกองทุนไม่น่าพลาดแต่กลับเข้าใจผิด หรือคลาดเคลื่อนไปจากความจริงอย่างไม่น่าเชื่อ

1.กองทุนรวมที่ราคา NAV ยิ่งต่ำ ยิ่งดี ทั้งที่ไม่เกี่ยวกันเลย กองทุนคนละประเภท เริ่มต้นกองทุนคนละช่วงเวลา นโยบายต่างกัน มีทั้งจ่ายปันผลและไม่จ่ายปันผล ค่าธรรมเนียมต่างกัน
ดังนั้นราคา NAV จึงไม่ใช่จุดตัดสินใจซื้อกองทุนอย่างที่เข้าใจ

2.กองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทกำหนดระยะเวลา (Term Fund) ไม่มีวันขาดทุน ความเข้าใจนี้ถ้าจะปรับให้ถูกต้อง ต้องบอกว่ามีโอกาสขาดทุนต่ำน่าจะดีกว่า (แปลว่าระหว่างที่ถืออยู่สามารถเห็นตัวเลขติดลบได้) เพราะถ้าจะใช้คำว่าไม่มีวันขาดทุนต้องเป็นกองทุนประเภทคุ้มครองเงินต้นที่มีนโยบายหรือเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อพยายามไม่ให้เงินต้นที่ลงทุนหดหาย

3.กองทุนรวมที่จ่ายปันผล ดีกว่ากองที่ไม่จ่ายปันผล เพราะการจ่ายปันผลเป็นนโยบายถ้าเราต้องการมีรายรับระหว่างลงทุน เราก็เลือกแบบมีปันผล ถ้าเราต้องการให้ผลกำไรที่งอกเงยในกองทุนนำกลับไปลงทุนต่อก็เลือกแบบไม่จ่ายปันผล ไม่ได้บอกว่าแบบใดดีกว่า ขึ้นอยู่กับตัวผู้ลงทุนเองมากกว่า

4.กองทุนที่มีผลตอบแทนดีให้เห็นในอดีตแปลว่า เราจะต้องได้ด้วยถ้าเข้าซื้อวันนี้ ซึ่งความคลาดเคลื่อนในเรื่องนี้ผมถือว่าเป็นการแกล้งลืม ประโยคเตือนใจที่ว่า “ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต” หรือถ้าไม่แกล้งลืมก็คงกำลังคิดเข้าข้างตัวเองอยู่

5.กองทุนผสมเหมาะกับผู้รับความเสี่ยงปานกลาง (ระดับ 5) แปลว่าเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนหุ้น ความจริงแล้วถ้าซื้อกองผสมต้องอ่านรายละเอียดของนโยบายว่า เขามีอะไรผสมให้บ้าง แค่ตราสารหนี้กับตราสารทุน แล้วกำหนดไหมว่าจำกัดการลงทุนสูงสุดของตราสารทุนไหม ถ้าระบุว่า 0-100% อันนี้ก็ต้องเข้าใจได้ว่า ความเสี่ยงคงใกล้เคียงกองทุนหุ้นได้ ในบางกองยังมีส่วนผสมของการลงทุนในทองคำหรือตราสารหนี้ชนิดต่ำกว่า Investment Grade ได้อีก หรือถ้าจะซื้อจริงควรถามว่าสัดส่วนตราสารที่ผสมอยู่ ณ วันที่ซื้อ มีอะไรสัดส่วนเท่าใด ดังนั้น กองทุนผสมจึงไม่ได้แปลว่าเสี่ยงกลางเสมอไป

6.ค่าธรรมเนียมไม่ใช่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อกองทุน บางคนเห็นค่าธรรมเนียมการซื้อ-ขาย ระบุ 1% ก็รู้สึกว่าถูก ตั้งใจใช้เงิน 1 ล้านบาทลงทุน ภายหลังคำนวณมูลค่าหน่วยเทียบราคาแล้วเสียค่าธรรมเนียมไป 1 หมื่นบาท ก็รู้สึกว่ามันแพงและรับไม่ได้ ดังนั้น ถ้าค่าธรรมเนียมอาจมีผลต่อการตัดสินใจของท่าน เวลาจะซื้อก็ให้คำนวณค่าธรรมเนียมคร่าวๆ ออกมาก่อนตัดสินใจนะครับ

7.กองทุนอสังหาฯ กองทุนโครงสร้างพื้นฐานและ REIT ก็คือกองทุนรวมทั่วไป แต่จริงแล้วจะซื้อขายต้องเปิดพอร์ตกับบริษัทหลักทรัพย์ (Broker) ไม่ใช่มาที่ธนาคาร เพราะกองทุนกลุ่มนี้จะซื้อขายกันเหมือนหุ้นสามัญ นั่นคือต้องซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ยกเว้นการจองซื้อในช่วงแรกเท่านั้น ที่ต้องจองซื้อผ่านตัวแทนซึ่งอาจหมายถึงธนาคารและสถาบันการเงิน

8.ผลตอบแทน 3 เดือน 6 เดือน และผลตอบแทน 3 ปี 5 ปี คือผลตอบแทนต่อปี รายงานระบุว่าผลตอบแทนย้อนหลังที่น้อยกว่า 1 ปี ทั้งหมดเป็นผลตอบแทนตามระยะเวลานั้นๆ ไม่ใช่ผลตอบแทนต่อปี เช่น ผลตอบแทน 3 เดือน หากระบุ 2% แปลว่าเป็นผลตอบแทน 2% ในระยะเวลา 3 เดือน ส่วนผลตอบแทนย้อนหลังที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปทั้งหมด เป็นผลตอบแทนต่อปี เช่น ผลตอบแทน 5 ปี ระบุ 2.5% แปลว่าเป็นผลตอบแทน 2.5% ต่อปี อย่าสับสนนะครับ

9.ลงทุนสูงกว่าระดับความเสี่ยงที่ประเมินได้ไม่ต้องคิดมาก ประเมินความเสี่ยงแล้วรับความเสี่ยงได้ต่ำอยู่ระดับ 4 แต่พอจะลงทุนอยากได้ผลตอบแทนสูงขึ้นอีกหน่อยก็ลองขยับไปซื้อกองหุ้น (ระดับ 6) ตอนกำไรก็ยิ้มร่าเริง แต่พอขาดทุนแล้วรู้สึกว่าเหมือนไม่มีความสุข ดังนั้นหากจะต้องลงทุนที่เกินกว่าระดับความเสี่ยงที่รับได้มากๆ เช่น 2 ระดับขึ้นไป ขอให้ทบทวนให้ดีว่า เรากำลังทำอะไรที่ไม่เหมาะกับตัวเองอยู่หรือไม่ หรือถ้าจะลงทุนจริงก็ขอให้เป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่มีทั้งหมดในพอร์ตลงทุน

10. ซื้อกองทุนจากที่เขาว่าดีก็พอ ไม่ต้องอ่าน Fund Fact Sheet เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดชนิดร้ายแรง เพราะข้อมูลการลงทุน เงื่อนไข และรายละเอียดทั้งหมดถือว่าอยู่ตรงหน้าก่อนจรดปากกาเปิดบัญชีอยู่แล้ว บางคนถ้าได้อ่านข้อมูลการลงทุนแล้วจะพบสิ่งที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือไม่ถูกใจอยู่มาก แต่ด้วยไปฟังคนอื่นบอกมาว่าช่วงนี้กองนี้ดี กองนี้ใช่ ก็ซื้อกันชนิดไม่สนข้อมูล ลองนึกถึงคนที่ไปลงทุนใน Trigger Fund แล้วเข้าใจว่าเป็นกองที่จะทำกำไรได้ตามที่ระบุ พอไม่ได้แล้วมารู้ทีหลังว่าขายก่อนเวลาก็ไม่ได้....โอ้โห เรื่องใหญ่เลยทีเดียว

อ่านจบแล้วลองประเมินกันดูนะครับว่าสรุปแล้ว ท่านมี 1 ใน 10 ข้อนี้หรือไม่ หรือมีอะไรที่มากกว่านี้ลองส่งมาแบ่งปันกันได้นะครับที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ