posttoday
เวลาเกิดบอกอะไรเกี่ยวกับการลงทุนได้?

เวลาเกิดบอกอะไรเกี่ยวกับการลงทุนได้?

10 สิงหาคม 2559

โดย...บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย)

โดย...บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย)

ผ่านมาแล้ว 7 เดือนกับปีลิงในพุทธศักราช 2559 พอพูดถึงเรื่องปีนักษัตรขึ้นมาทีไร เรานี่คิดถึงการทำนายดวงชะตา นิสัย บุคลิก ฯลฯ ขึ้นมาทุกทีเลย และสิ่งเหล่านี้เองก็กลายเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องราวเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการลงทุนตามเวลาเกิด

แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าที่เราพูดถึงการลงทุนตามวันเกิดไม่ได้หมายถึงว่า เกิดวันจันทร์แล้วต้องลงทุนกองทุนทองคำ เพราะถูกชะตากับสีเหลือง วันอังคารต้องลงทุนสินทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่น เพราะมีดอกซากุระซึ่งเป็นสีขาวและชมพูจำนวนมาก แต่คำว่าเวลาเกิดในความหมายของเรานั้นจะหมายถึงช่วงอายุ หรือปีที่เกิดมากกว่า

ถ้าพูดกันตามหลักการแล้ว วิธีการลงทุนตามช่วงอายุนั้นถือเป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่ง ลองนึกดูว่า สิ่งที่มากับอายุที่เพิ่มขึ้นนั้นมีอะไรบ้าง?

แน่นอนว่าคงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่มากขึ้น ริ้วรอยที่เพิ่มขึ้น และระบบเผาผลาญที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ช่วงเวลาที่เหลือสำหรับการทำงานที่น้อยลง ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นตัวตอบคำถามว่า ทำไมโดยทั่วไปแล้ว ชายวัย 30 กว่าถึง 40 ที่แต่งงาน มีครอบครัว มีลูก มีพ่อแม่ที่ต้องคอยดูแลจึงไม่สามารถลงทุนอะไรที่เสี่ยงมากๆ ได้ ผิดกับชายวัย 20 กว่าๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่ปี ไม่มีภาระอะไรที่สามารถลงทุนอะไรๆ ที่เสี่ยงมากขึ้นได้

ว่ากันว่า หากจะแบ่งกลยุทธ์การลงทุนตามช่วงชีวิตนั้นจะสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะคร่าวๆ ดังนี้

1) ระยะสะสม สำหรับวัยหนุ่ม-สาวเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ และเป็นวัยที่ยังสามารถทำงานหาเงินได้อีกนาน อายุอยู่ที่ราวๆ 20-35 ปีนั้น ส่วนใหญ่จะยังมีความต้องการเก็บเงินเพื่อตอบสนองความต้องการในระยะสั้น เช่น เก็บเงินเที่ยวต่างประเทศ เก็บเงินดาวน์รถ ซึ่งหลักๆ แล้วดูจะเป็นภาระผูกพันที่เกิดขึ้นเพียงในระยะสั้น และแน่นอนว่าสำหรับนักลงทุนที่มีการวางแผนทางการเงินที่ดีก็ควรจะออมเงินส่วนหนึ่งไว้สะสมความมั่งคั่ง เพื่อตอบสนองความจำเป็นในอนาคตด้วย

จากคุณลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น เราคงพอสรุปได้ว่านักลงทุนที่อยู่ในระยะสะสมส่วนใหญ่นั้นเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดี วิธีการลงทุนของนักลงทุนในกลุ่มนี้จึงควรเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดี ในขณะที่เขาเหล่านั้นยังรับความเสี่ยงได้เช่นกัน

2) ระยะมั่นคง หลังผ่านช่วงอายุ 20-35 ปีมาแล้ว บุคคลที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปแล้วอาจเริ่มมีครอบครัวมีลูก มีภาระเพิ่มขึ้น แต่รายได้จากการทำงานก็มักเพิ่มขึ้น ดังนั้นคนกลุ่มนี้มักเริ่มมีเงินเหลือจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากขึ้นด้วยเช่นกัน จากคุณลักษณะดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ได้ค่อนข้างดีว่า นักลงทุนในระยะมั่นคงจะเริ่มรับความเสี่ยงได้น้อยลง เนื่องจากมีภาระความรับผิดชอบที่มากขึ้น

ดังนั้น วิธีการลงทุนของนักลงทุนในกลุ่มนี้อาจต้องเน้นความปลอดภัยที่สูงขึ้น โดยแลกกับผลตอบแทนคาดหวังที่ตํ่าลง

3) ระยะการใช้จ่าย หลังผ่านศึกหนักในการทำงานมากว่า 30 ปี ถึงเวลาที่ใครหลายๆ คนเตรียมตัวเกษียณอายุเพื่อพักผ่อนร่างกายในบั้นปลายชีวิตกันแล้ว ดังนั้นบุคคลที่เข้าเกณฑ์นักลงทุนระยะใช้จ่ายจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในช่วงใกล้เกษียณไปจนถึงบุคคลที่เพิ่งเริ่มเกษียณอายุการทำงานเพียงไม่กี่ปี และแน่นอนว่าบุคคลในกลุ่มนี้เนื่องจากอายุในการทำงานเหลือน้อยเต็มที

ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากๆ เพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงๆ จึงอาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมนัก แต่การไม่ลงทุนอะไรเลยก็กลับกลายเป็นว่าจะทำให้มูลค่าของเงินที่เคยสะสมมาในช่วงก่อนหน้ามีความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับอำนาจซื้อที่ลดลงจากเงินเฟ้อเช่นกัน

ดังนั้น การลงทุนของบุคคลในกลุ่มนี้จึงควรมีความเสี่ยงที่ลดลงไปอีก เน้นที่ความมั่นคงของเงินทุนมากขึ้น แต่ยังต้องสามารถป้องกันภยันตรายที่จะเกิดขึ้นจากเจ้าตัวเงินเฟ้อได้

4) ระยะอุทิศ บุคคลที่จัดอยู่ในระยะนี้จะเป็นบุคคลวัยหลังเกษียณ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ความเสี่ยงตํ่าลงไปอีก คนกลุ่มนี้ควรมีเงินสำรองเผื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน มีกรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันสุขภาพที่ครอบคลุม และมีกระแสเงินสดซึ่งอาจได้รับจากการลงทุนในรูปแบบต่างๆ หรืออาจได้รับจากเงินบำนาญ เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ฯลฯ ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ส่วนสาเหตุที่เราจัดให้คนกลุ่มนี้อยู่ในระยะอุทิศก็เนื่องมาจากบุคคลในกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับเงินส่วนเกินที่เหลือไปเพื่อมอบให้แก่ลูกหลานและ/หรือมูลนิธิทางการกุศลต่างๆ มากกว่าการโฟกัสไปกับการลงทุน

ไหนๆ ก็พูดเรื่องการจัดกลยุทธ์การลงทุนตามช่วงชีวิต และความเสี่ยงกันมาถึงตรงนี้แล้ว เราจะขอพูดถึงหลักการง่ายๆ ข้อหนึ่งที่นักลงทุนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตสักนิด ซึ่งหลักการนั้นก็คือ

% การลงทุนในหุ้น = 100-อายุผู้ลงทุน

และถ้าพูดถึงความเหมาะสมของหลักการลงทุนในหุ้นด้วยสัดส่วน 100-อายุผู้ลงทุนแล้วนั้น เรามองว่าค่อนข้างเป็นสัดส่วนโดยประมาณที่พอจะใช้ได้จริง เพราะแม้ใครหลายๆ คนจะรู้ว่าในระยะยาวๆ แล้ว การลงทุนในสินทรัพย์ที่เรียกว่าหุ้นนั้นจะสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้มากที่สุด ในระหว่างทางที่ลงทุนก็มีความผันผวนมากที่สุดเช่นกัน ซึ่งในมุมมองของเราแล้ว เนื่องจากการจัดสรรการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงนั้น ถือว่าสำคัญมาก

การที่คนอายุน้อยซึ่งโดยปกติแล้วจะรับความเสี่ยงได้มากกว่าจะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่สูงกว่าก็ดูจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้เราเชื่อว่าหลักการ 100-อายุผู้ลงทุนจะสามารถพอจะประยุกต์ใช้ได้กับนักลงทุนโดยทั่วๆ ไป แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือจากอายุผู้ลงทุนที่ทำให้คนแต่ละคนสามารถรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน ดังนั้นคงจะเป็นอะไรที่ดีกว่าหากนักลงทุนมีที่ปรึกษาการลงทุนที่ดี มีจรรยาบรรณสักคนเพื่อให้คำแนะนำ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี