
WHAเสก4หมื่นล.ใช้หนี้
2ปีจ่ายหมดกู้ซื้อเหมราชฯ แผน5ปีรายได้ทะลุ2.1หมื่นล้าน
2ปีจ่ายหมดกู้ซื้อเหมราชฯ แผน5ปีรายได้ทะลุ2.1หมื่นล้าน
ดับบลิวเอชเอประกาศจ่ายปันผลจากกำไรปี 2559 แผน 5 ปีอัดงบลงทุน 4.3 หมื่นล้าน ลดขายทรัพย์ตั้งรีท
น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) เปิดเผยกรณีบริษัทกู้เงินมาซื้อกิจการบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน มูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 1/2558 ว่า บริษัทจะสามารถชำระคืนทั้งหมดได้ตามเงื่อนไขภายใน 2 ปี คือ ใน ปี 2559 หรือไตรมาส 1/2559 ปัจจุบันเหลือหนี้อีกประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยการขายสินทรัพย์ของเหมราชฯ ประมาณ 8,000 ล้านบาท ของ WHA ประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) และกำไรของบริษัท
“เมื่อคืนหนี้หมด บริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้เริ่มตั้งแต่งวดผลการดำเนินงานปี 2559 หลังจากหยุดจ่ายมา 2 ปี เพราะติดเงื่อนไข ทำให้บริษัทต้องเร่งชำระคืนหนี้ให้หมดโดยเร็ว และตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไปบริษัทจะขายสินทรัพย์เข้ากองรีทลดลงกว่าที่ผ่านมา คาดจะเหลือประมาณ 4,000 ล้านบาท/ปี เพื่อให้มีสินทรัพย์เพียงพอสำหรับการสร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอเข้าบริษัท” น.ส.จรีพร กล่าว
สำหรับแผนธุรกิจ 5 ปี (2559-2563) บริษัทตั้งเป้าจะมีรายได้และส่วนแบ่งรายได้มากกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2563 แบ่งเป็นกำไรจากเงินปันผลสัดส่วนประมาณ 10% เพิ่มสัดส่วนรายได้จากแหล่งประจำเป็น 49% และรายได้จากการขายอยู่ที่ 51% จากปี 2558 ที่มีรายได้รวม 1.24 หมื่นล้านบาท เป็นรายได้ประจำ 24% ส่วนที่เหลือ 76% เป็นรายได้จากการขาย
นอกจากนั้น จะทยอยลดหนี้ลงให้เหลือสัดส่วนต่อทุน (ดีอี) 1 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.5 เท่า คาดว่าจะทำให้อันดับเครดิตของบริษัท เพิ่มขึ้นจาก BB+ เป็น A- สามารถลดต้นทุนทางการเงินลง 0.50-1% จากปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ย 4%
ส่วนรายได้ในปี 2559 จะสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท เพราะขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมได้ประมาณ 1,100 ไร่ จากเป้า 1,000 ไร่ และธุรกิจโลจิสติกส์ยังเติบโตได้ดี
น.ส.จรีพร กล่าวว่า ตามแผน 5 ปีดังกล่าวตั้งบลงทุนรวมไว้ประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาท ขยายธุรกิจ 4 กลุ่ม ไม่รวมโอกาสในการเข้าซื้อกิจการ แหล่งเงินทุนหลักมากกว่า 50% มาจากกระแสเงินสดภายใน ส่วนที่เหลือมาจากหุ้นกู้ที่มีวงเงินประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยแบ่งลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์จำนวน1.4 หมื่นล้านบาท ทั้งในและต่างประเทศ บริษัทสนใจในเวียดนาม มาเลเซียเมียนมา กัมพูชา รวมถึงขยายพื้นที่ในอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาอาคารมูลค่าสูงทั้งคลังสินค้า อาคาร สำนักงาน และโรงงานตามความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit) เพิ่มพื้นที่เป็นประมาณ 3.32 ล้านตารางเมตร (ตร.ม.) จากปี 2558 มีประมาณ 2 ล้าน ตร.ม.
นอกจากนั้น บริษัทยังสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่จะสร้างซูเปอร์คลัสเตอร์ใหม่ๆ ตามการผลักดันโครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยมีแผนจะพัฒนาพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ รองรับอุตสาหกรรมการบินและหุ่นยนต์บริเวณใกล้เคียงสนามบินอู่ตะเภา
สำหรับธุรกิจกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมตั้งงบลงทุนไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท พัฒนานิคมในประเทศอีก 4 แห่งใหม่ อาทิ ในเขตอีสเทิร์นซีบอร์ดและ จ.สระบุรี พร้อมขยายการลงทุนนิคมไปเวียดนามอีก 2 แห่ง จากที่มีอยู่ 8 แห่ง ปัจจุบันบริษัทมีที่ดินรอพัฒนาในประเทศอีก 1.1 หมื่นไร่ และจะซื้อเพิ่มในปี 2561
กลุ่มสาธารณูปโภคและไฟฟ้าจะใช้งบลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท ลงทุนควบคู่กับการพัฒนานิคมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นในปี 2563 เป็น 620 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตน้ำดิบและน้ำประปาเป็น 190 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/ปี จากปี 2558 ที่ผลิตไฟฟ้า 320 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตน้ำดิบและน้ำประปาที่
90 ล้าน ลบ.ม./ปี โดยในไตรมาส 3 จะยื่นไฟลิ่ง เพื่อนำกลุ่มสาธารณูปโภคและไฟฟ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในไตรมาส 1/2560 เบื้องต้นจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด2 หมื่นล้านบาท
ด้านกลุ่มธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มจะใช้งบลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 3-5 แห่ง เพื่อให้บริการโครงข่ายและโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ให้นิคมอื่นๆ คาดว่าใน 2-3 ปีมีแผนนำกลุ่มธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย







