posttoday
เวอร์ริทัสฯหวังรายได้ กำจัดไฟล์ขยะแบ็กอัพโต

เวอร์ริทัสฯหวังรายได้ กำจัดไฟล์ขยะแบ็กอัพโต

10 สิงหาคม 2559

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ถือเป็นการขยับตัวในกลุ่มธุรกิจของไซแมนเทค หลังเวอร์ริทัส ซอฟต์แวร์ ได้กลุ่มคาไลน์กรุ๊ปเข้ามาซื้อกิจการไปกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 2.8 แสนล้านบาท เพื่อถือหุ้นหลักและได้แยกตัวออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา และยังคงชื่อเวอร์ริทัส (Veritas) ตามเดิม สำหรับการให้บริการลูกค้าต่อเนื่อง เพราะเป็นที่รู้จักมานานกว่า 30 ปี

ประมุท ศรีวิเชียร ผู้จัดการอาวุโสประจำประเทศไทย บริษัท เวอร์ริทัส เทคโนโลยี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หลังแยกตัวออกจากไซแมนเทค บริษัทได้กลับมาทำตลาดอีกครั้ง เพราะมองเห็นโอกาสในธุรกิจด้านการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนของกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ในทุกอุตสาหกรรมที่มีการสะสมข้อมูลเดิม และใช้งบไอทีเยอะ ต้องการที่จะลดต้นทุนและจัดการปัญหาเหล่านี้

"หลังจากเข้าไปคุยในหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นราชการ สายการบิน สาธารณูปโภค โรงงานอุตสาหกรรม พลังงานและเคมีภัณฑ์ พบว่าต้องการลงทุนด้านบริหารจัดการจำนวนข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาลเหล่านี้อย่างรวดเร็ว"

ประเภทของข้อมูลถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ข้อมูลที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ (Dark Data) ซึ่งในองค์กรต่างๆ มีมากถึง 52% ข้อมูลเก่าขององค์กรที่มีความซ้ำซ้อนและไม่ได้นำมาใช้ซ้ำ (Rot Data) มีปริมาณกว่า 33% ในขณะที่ข้อมูลที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ (Business Critical Data) จะมีเพียง 15% เท่านั้น โดยข้อมูลที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่องค์กรทั่วโลกต้องแบกรับเกินกว่า 30 ล้านล้านบาท ในปี 2563

การเข้าไปทำตลาดกับลูกค้าในช่วงแรกนั้น บริษัทจะยังไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่จะคิดค่าดำเนินการในส่วนของงานบริการและโซลูชั่นที่ทำงานร่วมกัน เพราะข้อมูลที่ต้องแบ่งประเภทและจำเป็นต้องจัดเก็บนั้น จะมีขั้นตอนในเรื่องของอายุไฟล์ ประเภทของงาน ขนาดของข้อมูลรวมทั้งชนิดของไฟล์งานด้วย

"ภาคธุรกิจมีแนวโน้มการลงทุนด้านไอทีมากขึ้น เพราะการจัดการไฟล์ข้อมูลที่ไม่จำเป็นของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกวัน เจ้าของบริษัทจึงไม่อาจเสี่ยงหากข้อมูลถูกลบทิ้งหรือเสียหายจากการจัดเก็บข้อมูลส่วนกลาง"

มูลค่าตลาดการบริหารจัดการข้อมูลที่มีกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในการทำตลาดทั่วโลก รวมทั้งบริษัทยังมองเห็นการเติบโตในเรื่องของระบบจัดเก็บ (แบ็กอัพ) ที่ช่วยให้บริษัทโตกว่า 40% จนมีส่วนแบ่งตลาดเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มนี้

"ธุรกิจในไทยมีการใช้จ่ายด้านไอทีอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.4 แสนล้านบาท ในด้านของเครือข่าย ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์เป็นหลัก ด้านระบบจัดเก็บข้อมูลยังมีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 5% ของงบการลงทุนไอซีทีทั้งประเทศ จึงเป็นโอกาสในการทำตลาดอย่างมาก"

อย่างไรก็ตาม ปี 2560 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดไฮบริดคลาวด์จะโตเพิ่มขึ้นถึง 70% และนำไปปรับใช้งานในองค์กรมากขึ้น รูปแบบการให้บริการของบริษัท นอกจากเรื่องการบริหารจัดการไฟล์ข้อมูลที่ไม่จำเป็นแล้ว ยังมีในเรื่องของการนำเสนอวิธีจัดเก็บข้อมูล หรือระบบสำรองข้อมูลแบบบูรณาการ รองรับระบบการทำงานแบบเวอร์ช่วลไลเซชั่นและการนำข้อมูลบนคลาวด์มาใช้ประโยชน์ได้

ในอนาคตข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ เช่น ข้อมูลภาพและเสียงจะโตขึ้นปีละ 35% มาตรฐานการจัดเก็บจะมีระเบียบข้อบังคับทางเงื่อนไขทางกฎหมายเพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลของแต่ละอุตสาหกรรม ดังนั้นการนำเครื่องมือที่ี่เหมาะสมมาใช้ในการค้นหา จัดเก็บ และแยกแยะตามประเภทของไฟล์ จะช่วยลดต้นทุนบริหารจัดการในอนาคตได้ 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท