
ระเบิดศึกเก๋งใหญ่หัวใจไฮบริด "โตโยต้า" หั่นราคาแลกหมัด "ฮอนด้า"
เกมนี้โตโยต้ายอมถล่มราคาลงมาให้เทียบเท่ากับฮอนด้าแบบพอเหมาะพอดี
โดย...สไปรท์
ชิงเปิดตัวนำหน้าไปก่อนสำหรับบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ที่ส่ง ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ลงสู่ตลาดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2559 พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีใหม่อย่าง “ฮอนด้า เซนซิ่ง” ระบบด้านความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยในการขับขี่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คล้อยหลังไปไม่ทันถึง 2 สัปดาห์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้ส่ง โตโยต้า คัมรี ไฮบริด ใหม่ ลงสู่ ตลาดเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2559 พร้อมนำเสนอปรับปรุงด้านการออกแบบและเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิ ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่และกระจกมองข้าง ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ กระจกมองข้างปรับอัตโนมัติขณะถอยหลัง ระบบตรวจวัดแรงดันลมยางอัตโนมัติ เป็นต้น
ที่น่าสนใจคือ เกมการแข่งขันที่ต้องถือว่าแก้เกมรับมือกันอย่างรวดเร็วไม่ยอมเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งของทั้งสองแบรนด์ ย้อนกลับไปถึงตลาดรถไฮบริดที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ใช่ตลาดที่มียอดขายโดดเด่นในประเทศไทย ซึ่ง 3 ปีย้อนหลังมียอดขายอยู่ที่ 5,257 คัน ในปี 2557 และ 5,857 คัน ในปี 2558 โดยในปี 2559 มีการคาดการณ์อยู่ที่ 6,000 คัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตในระดับคงที่ใกล้เคียงกันมาโดยตลอด หลักใหญ่ใจความสำคัญมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลในเทคโนโลยีนี้ยังไม่มีเหตุจูงใจสำคัญให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไป
แต่กระนั้นเทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีทางเลือกเพื่อการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนองความต้องการให้กับตลาดได้ จึงเป็นส่วนที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายต่างๆ ไม่ยอมเสียภาพลักษณ์ในการเป็นบริษัทที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม
ตลาดใหญ่ของไฮบริดจึงตกลงมาอยู่ในกลุ่มรถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (ดี-เซ็กเมนต์) ที่ระดับราคาเกินล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากเมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวถูกเพิ่มเติมเข้าไปในระดับราคารถยนต์ประเภทนี้จะดูเหมือนไม่มีความแตกต่างเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ทั้งสองแบรนด์ต่างงัดกลเม็ดไม้เด็ดขึ้นมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความสดใหม่กระตุ้นตลาดในสถานการณ์เช่นนี้ เนื่องด้วยกลุ่มผู้บริโภคระดับบนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของรถยนต์ประเภทดังกล่าวเรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ หรือหากจะได้รับผลกระทบก็น้อยเต็มที
กลยุทธ์อย่างหนึ่งที่เหมือนกันของทั้งสองแบรนด์คือ การเรียกความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วยการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่นาน 10 ปี แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ ฮอนด้าเพิ่มการรับประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์จากเดิม 3 ปี 1 แสน กม. เป็น 5 ปี 1.4 แสน กม. ที่รวมอุปกรณ์สิ้นเปลืองบางชนิดเข้าไปเพิ่มเติม อาทิ น้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศ นอกเหนือจากการฟรีค่าแรง ขณะที่โตโยต้ารับประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 3 ปี 1 แสน กม.
ส่วนอีกกลยุทธ์หนึ่งคือการเล่นราคาที่โตโยต้าลดราคาลง 5-7 หมื่นบาท จากเดิมราคาอยู่ที่ 1.729-1.899 ล้านบาท เป็น 1.659-1.849 ล้านบาท ขณะที่ฮอนด้าจากเดิมราคาอยู่ที่ 1.659-1.899 ล้านบาท เป็น 1.659-1.849 ล้านบาท หรือลดลงในรุ่นท็อป 5 หมื่นบาท
เห็นได้ชัดว่าเกมนี้โตโยต้ายอมถล่มราคาลงมาให้เทียบเท่ากับฮอนด้าแบบพอเหมาะพอดี แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในโฉมใหม่ดูเหมือนว่าหากเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้วนั้น โตโยต้าอาจจะมีความเพลี่ยงพล้ำ ขณะที่ฮอนด้าเองเคยเพลี่ยงพล้ำในแง่ของการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่มาก็ได้ปรับปรุงให้เทียบเท่ากันพร้อมใส่เทคโนโลยีเพิ่มเติมเข้ามา
ทั้งหมดทั้งมวลนี้เชื่อว่าเป็นการจุดพลุสัญญาณรบในการทวงคืนอันดับ 1 ด้านยอดขายของตลาดรถยนต์นั่งของโตโยต้า ที่เพลี่ยงพล้ำให้ฮอนด้าไปในปี 2558 และ 6 เดือนแรกของปี 2559 ตามคำประกาศของประธานโตโยต้าที่กล่าวไว้ว่า “ปลายปีนี้รู้ผลแน่”







