
ญี่ปุ่นลงทุนกัมพูชา
นักลงทุนญี่ปุ่นแห่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา หลังครึ่งปีแรกมูลค่าลงทุนขยายตัวมากกว่า 10 เท่า
นักลงทุนญี่ปุ่นแห่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา หลังครึ่งปีแรกมูลค่าลงทุนขยายตัวมากกว่า 10 เท่า
นายยาสุฮาระ ฮิโรโตะ คณะกรรมการบริหาร สภาเพื่อพัฒนากัมพูชา เปิดเผยว่า เม็ดเงินการลงทุนจากญี่ปุ่นในครึ่งปีแรก มีมูลค่ารวม 9,100 ล้านบาท ขยายตัวถึง 1,000% หรือกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 780 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลของกลุ่มห้างสรรพสินค้าอิออน (Aeon) ที่ลงทุนเปิดห้างสรรพสินค้าแห่งที่สองในกรุงพนมเปญบนพื้นที่กว่า 1.51 แสนตารางเมตร ทางตอนเหนือของเมืองหลวง
“นักลงทุนที่ไหลเข้ามาในกัมพูชาสนใจด้านมาตรการเว้นภาษีและสิทธิพิเศษการลงทุนที่รัฐบาลกัมพูชาส่งเสริม ทั้งนี้นอกจากกลุ่มบริษัทห้างสรรพสินค้าแล้ว ยังมีการลงทุนเมกะโปรเจกต์ จากทั้งบริษัทยานยนต์อย่างโตโยต้าที่เข้ามาลงทุนก่อสร้างเมืองอุตสาหกรรมที่ปอยเปต ตลอดจนธุรกิจบริการท่องเที่ยวอย่างโรงแรมห้าดาวที่เริ่มมองเห็นโอกาสตลาดท่องเที่ยวในเขมรมากขึ้น อย่างไรก็ตามด้วยแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมที่หลากหลายในช่วง 6 เดือนแรกของปี จะทำให้การลงทุนในครึ่งหลังของปีเน้นไปที่ธุรกิจในอุตสาหกรรมบริการมากขึ้น”
นายฮิโรชิ ซูซูกิ ประธานนักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยเพื่อธุรกิจของกัมพูชา กล่าวว่า สถานการณ์การเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจากปรากฏการณ์เบร็กซิต ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยจนธุรกิจในประเทศเติบโตได้ไม่มากนัก บีบให้นักลงทุนต้องเร่งนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดในกัมพูชาที่ญี่ปุ่นมีเครือข่ายรากฐานอุตสาหกรรม ทำให้นักลงทุนกว่า 15-20% ของทั้งหมดหลั่งไหลเข้าไปที่กัมพูชา
“รัฐบาลกัมพูชาต้องเร่งดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจใหม่ที่เอื้อต่อการดึงดูดเอฟบีไอจากญี่ปุ่นให้เพิ่มขึ้นในปีหน้า โดยอาศัยความได้เปรียบจากสัญญาณที่ดีของเม็ดเงินเยนที่ไหลเข้ามาในปีนี้ เพื่อวางแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่นักลงทุนสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการที่ตลาดยังคงเป็นตลาดใหม่ในปัจจุบัน”
ทั้งนี้ การลงทุนเอฟดีไอจากญี่ปุ่นที่เข้ามาเพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อการขยายตัวในมูลค่าด้านการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ จากสถิติของเจโทร ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ตัวเลขการส่งออกของกัมพูชาไปยังญี่ปุ่นขยายตัวถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วด้วยมูลค่ารวม 1.68 หมื่นล้านบาท







