
เชื่อมั่นลงทุนสูงสุด20เดือน
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนสูงสุดรอบ 20 เดือน ต่างชาติเชื่อมั่นหุ้นไทยสูงสุดตั้งแต่ทำดัชนี
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนสูงสุดรอบ 20 เดือน ต่างชาติเชื่อมั่นหุ้นไทยสูงสุดตั้งแต่ทำดัชนี
นายคเณศ วังส์ไพจิตร ผู้อำนวยการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แถลงว่า ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนซึ่งสำรวจความเห็นจากกลุ่มนักลงทุนบุคคล สถาบันในประเทศ และสถาบันต่างประเทศ ที่มีต่อดัชนีใน 3 เดือนข้างหน้า หรือเดือน ต.ค. อยู่ที่ 128.81 จุด สูงสุดในรอบ 20 เดือน นับจาก 23.27 จุด เดือน ก.พ. 2558 และยังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงและปรับขึ้นจากเดือน ก.ย.ที่ 23.31%
ดัชนีของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ 171.43 จุด สูงสุดตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2557 ที่ 160 จุด และถือเป็นระดับที่ร้อนแรงอย่างมากและเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่ดัชนีต่างชาติอยู่ที่ 100 จุด
มุมมองของนักลงทุนรายบุคคลปรับขึ้นมาอยู่ที่ 117.10 จุด เพิ่มขึ้น 10.11% ทรงตัว และนักลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 136 จุด เพิ่มขึ้น 36% ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ การไหลเข้าและไหลออกของเงินทุน และปัจจัยลบคือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และหมวดที่มีความน่าสนใจมากที่สุดคือธนาคารพาณิชย์ และที่ไม่น่าสนใจคือแฟชั่น
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ FETCO กล่าวว่า หลังผลประชามติออกมาว่าเสียงส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะทุกอย่างจะเดินตามโรดแมปที่กำหนดไว้ และจะมีการเลือกตั้งปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561
นอกจากนั้น ประเมินว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง เพราะเม็ดเงินไหลเข้าไปในตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่มากกว่าตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วที่ยังไม่มีปัจจัยโดดเด่น และผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ปัจจุบันหุ้นไทยมีราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) 16 เท่า ไม่แพงมากจนเกินไป รวมถึงนักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิตั้งแต่ต้นปี 8.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจเห็นบริษัทหลักทรัพย์ปรับกำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นหากผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาดีตามที่คาดการณ์
“เมื่อเงินต่างชาติมีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทยมากขึ้น หุ้นที่น่าสนใจคือหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ที่มีการจ่ายปันผลที่ดี อย่างกลุ่มสื่อสาร กลุ่มอาหาร และกลุ่มพาณิชย์”
ปัจจัยที่กังวลและไม่ควรประมาท คือ ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ความขัดแย้งกันในเรื่องพื้นที่ของทะเลจีนใต้ รวมถึงการปรับคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น การทำประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรปเพิ่ม การติดตามการเลือกตั้งของสหรัฐช่วงเดือน พ.ย.นี้
นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า หลังผ่านประชามตินโยบายภาครัฐจะมีการขับเคลื่อนต่อชัดเจน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าหลังจากนี้จะเห็นการออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและกองทุนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) มากขึ้น แต่คงไม่ได้เห็นช่วงที่เหลือของปี 2559 นี้
ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,542.26 จุด เพิ่มขึ้น 23.52 จุด หรือ 1.55% ซึ่งเป็นดัชนีสูงสุดในรอบ 1.5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. 2558 ที่ดัชนีปิดที่ 1,531.53 จุด ต่างชาติซื้อ 6,888 ล้านบาท สถาบันซื้อ 1,582 ล้านบาท และบริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 1,582 ล้านบาท
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนเดือน ส.ค.นี้แนะนำให้ถือหุ้นต่อจากภาพระยะยาวที่เงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลเข้ามา คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) แต่ยังไม่ต้องซื้อเพิ่ม
นักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นให้รอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวที่ระดับ 1,490-1,450 จุด โดยกลุ่มที่แนะนำให้ซื้อเก็งกำไร เพราะจะได้ประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐ คือ บริษัท ช.การช่าง (CK) กับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) รวมถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส แนะนำซื้อรายตัวที่ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดและจ่ายเงินปันผลที่สูง คือ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) อีกทั้งบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) ที่มีอัตราจ่ายปันผลราว 6-7% และบริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS) ที่ส่งออกเติบโตดีและได้ประโยชน์อัตราแลกเปลี่ยนที่เงินเยนแข็งค่าขึ้น เพราะส่งออกส่วนใหญ่ไปญี่ปุ่นมีอัตราจ่ายปันผลราว 6%
นายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อถึงหุ้นที่สามารถเก็งกำไรได้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจากประเด็นที่เตรียมจะขายซองประมูลรถไฟฟ้าใหม่อีก 4-5 สาย คือ บริษัท ช.การช่าง (CK) รวมถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่ราคาหุ้นยังถูกและมีอัตราปันผลที่ดีระดับ 3%







