
อังกฤษลดดอกเบี้ย ไม่สะเทือนเศรษฐกิจไทย
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ความผันผวนของตลาดการเงินโลก มีผลต่อการขยายตัวกับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก แม้แต่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยังยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะสามารถขยายตัวได้มากกว่า 3% แต่เป็นการขยายตัวที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเป็นสำคัญ เพราะเศรษฐกิจต่างประเทศมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่มีความผันผวนสูงทำให้ฟื้นตัวได้ยาก ทำให้หลายประเทศใช้นโยบายผ่อนคลายนโยบายการเงิน (คิวอี) และอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ล่าสุด อังกฤษที่หลังจากมีการลงประชามติขอออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ก็มีการลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0.25% และอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่คิดว่าจะได้รับผลกระทบจากเบร็กซิต โดยมีการปรับลดคาดการณ์จีดีพีไตรมาส 3 ลงอีกด้วย
จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) กล่าวว่า ยังเป็นเรื่องที่คาดการณ์ยากว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศที่จะไหลเข้ามาในภูมิภาคและไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่ จากกรณีที่บีโออีปรับลดอัตราดอกเบี้ยและทำมาตรการคิวอี แต่ก็มองว่าเงินทุนไม่น่าจะไหลเข้ามาเพิ่มรุนแรงนัก เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว เห็นได้จากมีการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทยมาระยะหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ดี เงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยการไหลเข้าของทุนจากต่างประเทศล้วนมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอุตสาหกรรมหลักทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอังกฤษยุโรป หรือญี่ปุ่น ตลาดก็ได้คาดการณ์ผลของเบร็กซิตไว้ล่วงหน้าบางส่วนว่า จากผลของประชามติที่อังกฤษจะออกจากสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปย่อมก่อให้เกิดภาวะความไม่แน่นอนในตลาดการเงินในระยะหนึ่ง และเศรษฐกิจอังกฤษก็คงจะชะลอไปอีกระยะหนึ่งด้วย ดังนั้นนโยบายการเงินของอังกฤษจึงต้องมีบทบาทเข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจในระยะนี้
ด้าน นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB) กล่าวว่า ตลาดคาดไว้แล้วว่าหลังเบร็กซิต เศรษฐกิจอังกฤษคงชะลอและมีการปรับลดดอกเบี้ยมาช่วย แต่ภาวะนี้เงินทุนต่างชาติน่าจะยังคงไหลเข้ามาในภูมิภาคและไทยเพิ่มอยู่ดี เพราะถ้ามองหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (เซฟเฮเว่น) ในการลงทุนแล้ว ตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยเรายังถือว่าน่าลงทุนและดึงดูดนักลงทุนอยู่มาก เนื่องจากเศรษฐกิจภาพรวมยังดี ปัญหาการเมืองไม่รุนแรง แต่ขณะนี้เงินทุนต่างชาติอาจจะไหลเข้ามาไม่ชัดเจนนัก แต่หลังเดือน ต.ค.นี้ ที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐชัดขึ้นจะเริ่มเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนมากขึ้น และกระทบต่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่าระดับปัจจุบันที่ 34.80 บาท/เหรียญสหรัฐ ได้อีก เพราะเงินสั้นๆ ก็น่าจะเข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน
“ตอนนี้เงินเหรียญสหรัฐอาจไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยอีกแล้ว เนื่องจากกำลังจะมีการเลือกตั้งในสหรัฐในปลายปีนี้ ซึ่งผลการเลือกตั้งหรือการเมืองก็ส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจมาก กลายเป็นความไม่แน่นอน ส่วนยูโรก็ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยอยู่แล้ว เพราะเศรษฐกิจยุโรปชะลอ และมีปัญหาเบร็กซิตอีก ขณะที่เงินเยนนั้น ไม่ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะทำอะไรเงินเยนก็แข็งอยู่ดี ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงยากที่เงินทุนจะไม่ไหลมาที่ภูมิภาคและไทยเรา” นริศ กล่าว
สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) กล่าวว่า บีโออีลดดอกเบี้ยไม่น่าจะมีผลให้เงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียและไทยรุนแรงขึ้น เพราะตลาดคาดอยู่แล้วว่าบีโออีต้องลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ เพราะถ้าไม่ลดอังกฤษอาจจะแบกรับเงินทุนระยะสั้นจากประเทศต่างๆ ในยุโรปที่จะไหลเข้ามาไม่ไหว เนื่องจากประเทศอื่นๆ ในยุโรปลดดอกเบี้ยลงจนติดลบแล้ว รวมทั้งเงินที่ทำคิวอีก็ไม่ได้มาก ดังนั้นเงินจากอังกฤษจึงเลือกไหลเข้าเฉพาะตลาดที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดเท่านั้น เช่น ฮ่องกง ที่เห็นเงินทุนไหลเข้าจนตลาดหุ้นฮ่องกงปรับขึ้น แต่ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับไม่มีเข้ามา เช่นเดียวกับภูมิภาคนี้และไทยก็ยังเข้ามาเพิ่มไม่มาก แต่ตลาดหุ้นไทยได้ผลบวกในเชิงจิตวิทยาบ้างในระยะสั้นๆ เห็นได้จากดัชนีหุ้นไทยก็ปรับขึ้นด้วย
“ในระยะสั้นๆ การลดดอกเบี้ยและทำคิวอีเท่านี้ คงไม่ได้มีผลให้เงินทุนจากอังกฤษไหลเข้าภูมิภาคเอเชียและไทยเพิ่ม ยกเว้นว่าอังกฤษจะทำคิวอีเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จนค่าเงินปอนด์อ่อนลงอีก และเกิดปัญหาผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจ บวกกับสหรัฐไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยชัดเจนแน่ๆ แล้ว อาจจะเห็นเงินทุนไหลเข้ามาหาเรารุนแรงขึ้น” สมภพ กล่าว







