posttoday
‘เอสซี’ กางแผนครึ่งปีหลัง ส่งแบรนด์ใหม่ขยายฐานตลาดบ้านหรู

‘เอสซี’ กางแผนครึ่งปีหลัง ส่งแบรนด์ใหม่ขยายฐานตลาดบ้านหรู

08 สิงหาคม 2559

โดย...โชคชัย สีนิลแท้ 

โดย...โชคชัย สีนิลแท้ 

ยังคงโฟกัสกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในระดับกลาง-บนเป็นหลัก เนื่องจากลูกค้าระดับนี้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาค่อนข้างน้อย สำหรับบริษัท เอสซี แอสเสทฯ ที่พยายามเดินหน้าหน้าดีมานด์ใหม่ๆ พร้อมกับเสริมทัพด้วยการสร้างแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองลูกค้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนาโครงการของเอสซี แอสเสทฯ นั้นยังมุ่งตลาดระดับกลาง-บนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์กรานาดา แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ส่วนคอนโดมิเนียมจะมีแบรนด์บีทนิค ศาลาแดงวัน เพราะฐานลูกค้าเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของบริษัทจะเป็นอสังหาฯ เพื่อการขาย 93% แบ่งเป็นการลงทุนโครงการแนวราบ 70% ซึ่งจะเป็นโครงการบ้านหรูราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป 40% และอีก 30% มาจากคอนโดมิเนียม ส่วนอีก 7% มาจากอสังหาฯ เพื่อเช่าคืออาคารสำนักงาน

นอกเหนือจากตลาดหลักที่จับกลุ่มสินค้าระดับกลาง-บน ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้กระจายการลงทุนไปจับสินค้าระดับราคา 3-5 ล้านบาทเป็นครั้งแรกด้วยแบรนด์เพฟ ปัจจุบันเปิดขายไปแล้ว 2 โครงการ โดยตั้งเป้าในปี 2562 จะเพิ่มสัดส่วนบ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท เพิ่มเป็น 15% และในปี 2562 เป้าหมายรายได้จะไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากเป้ารายได้รวมในปีนี้อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกสามารถทำได้แล้ว 7,500 ล้านบาท

“ในครึ่งปีแรกยอดขายรวมของที่อยู่อาศัยแนวราบเติบโตขึ้น 7% ส่วนใหญ่มาจากโครงการระดับราคาน้อยกว่า 15 ล้านบาท มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เติบโตมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวโครงการใหม่อีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเพฟ ประชาอุทิศ 69 ระดับราคา 3-5 ล้านบาท และโครงการเวนิว พระราม 5 นอกจากนี้ ผลจากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ได้ส่งผลให้การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม ได้แก่ โครงการเซ็นทริค ห้วยขวาง สเตชั่น, เซ็นทริค ซี พัทยา และเซ็นทริค อารีย์ สเตชั่น ในช่วง 4 เดือนแรกที่มีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ส่งผลให้มียอดโอนสูงถึง 80%” ณัฐพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ แผนการพัฒนาโครงการของบริษัทในปีนี้ได้ปรับเพิ่มจากเดิม 10 โครงการ เป็น 11 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท โดยจะเปิดตัวคอนโดมิเนียมเพิ่มอีก 1 โครงการ รวมเป็น 3 โครงการ ในส่วนโครงการแนวราบยังคงจำนวนเท่าเดิม 8 โครงการ ซึ่งในครึ่งปีแรกได้เปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 5 โครงการ มูลค่ารวม 1.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 4 โครงการ และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ ส่วนในครึ่งปีหลังนี้จะพัฒนาอีก 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 4 โครงการ มูลค่า 5,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ปิดการขายโครงการไปแล้ว 4 โครงการ เป็นแนวราบ 3 โครงการ คอนโดมิเนียม 1 โครงการ  

โดยในส่วนของโครงการบ้านแนวราบ จะเพิ่มแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ ได้แก่ โครงการเดอะเจนทริ สุขุมวิทโครงการบ้านหรู 3 ชั้น ในซอยสุขุมวิท 101 ใกล้กับสถานีบีทีเอสปุณณวิถี พื้นที่โครงการ 16 ไร่ มูลค่า 1,300 ล้านบาท จำนวน 57 หลัง ราคาเริ่มต้น 20 ล้านบาท และโครงการเฮดควอเตอร์ส ที่อยู่อาศัยแนวคิดใหม่ 5 ชั้น พร้อมลิฟต์ ที่ผสานระหว่างที่อยู่อาศัยกับสถานที่ทำงานไปในตัวเจาะกลุ่มนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ ตั้งอยู่ในย่านทาวน์อินทาวน์ บนพื้นที่ 6 ไร่ มูลค่า 850 ล้านบาท จำนวน 29 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 28 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาแบรนด์เดิมที่ตลาดให้การตอบรับดีอย่างโครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด พระราม 9 บ้านเดี่ยว 2 ชั้น และ 3 ชั้น บนถนนกรุงเทพกรีฑาพื้นที่ 28 ไร่ มูลค่า 1,400 ล้านบาท จำนวน 52 หลัง ราคาเริ่มต้น 20 ล้านบาท และโครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พระราม 5 บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ใกล้รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีสถานีแยกติวานนท์ พื้นที่โครงการ 25 ไร่ มูลค่า 1,500 ล้านบาท จำนวน 41 หลัง ราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท 

ในส่วนของคอนโดใหม่ 2 โครงการ เตรียมเปิดตัวโครงการทเวนตี้เอท ชิดลม คอนโดไฮไรส์ แบรนด์ใหม่ล่าสุด บนถนนชิดลมเนื้อที่โครงการ 3 ไร่ จำนวน 2 อาคาร สูง 50 ชั้น และ 20 ชั้น กว่า 400 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ยกว่า 3 แสนบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.) ขนาดเริ่มต้น 40 ตร.ม./ยูนิต มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท และโครงการแชมเบอร์ส เฌอ รัชดา-รามอินทรา สูง 8 ชั้น จำนวน 280 ยูนิต ขนาดเริ่มต้น 30 ตร.ม. ราคาขายเฉลี่ย 7 หมื่นบาท/ตร.ม. ตั้งอยู่บนที่ดิน 4 ไร่ มูลค่า 800 ล้านบาท ทั้งสองโครงการนี้จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้างบซื้อที่ดินไว้ 8,000 ล้านบาท ใช้ไปแล้วเกือบ 5,000 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย 41 โครงการ มูลค่ารวม 4.3 หมื่นล้านบาท

ณัฐพงศ์ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในโลกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยากขึ้น ซึ่งหลังจากประเทศอังกฤษได้มีการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะมีประเทศอื่นอาจจะขอออกตามมาอีก เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในภาพรวมนั้นยังฟื้นตัวไม่มาก ขณะที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินกับบริษัทปัจจุบันอยู่ที่ 9.8% จากปีก่อนอยู่ที่ 4.8% ซึ่งถึงแม้ว่าตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อนั้นสูงขึ้นแต่มีแนวโน้มจะลดลง เนื่องจากการเริ่มหมดมาตรการซื้อรถยนต์คันแรก 

นอกจากนี้ การที่ภาครัฐเดินหน้าผลักดันโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ให้เดินหน้ามากขึ้น ขณะที่ีราคาน้ำมันไม่ปรับและค่าก่อสร้างไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น และการเติบโตของหนี้ครัวเรือนชะลอตัวลงเหลือต่ำกว่า 5% เห็นได้จากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในไตรมาสแรกของปีนี้ ลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ปี เหลือ 81.1% ประชาชนเริ่มมีความสามารถในการกู้ซิื้อบ้านมากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องจับตาดูผลการลงประชามติ แต่เชื่อว่าในภาพรวมแล้วจะยังไม่ส่งผลกระทบกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในทางลบ

แม้เศรษฐกิจจะมีความเสี่ยงในหลายด้าน แต่เอสซี แอสเสทฯ ก็ยังจะเติบโตได้ด้วยการโฟกัสลูกค้าในตลาดบนที่เป็นฐานสำคัญของบริษัท

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69