
ธปท.ชี้ผลประชามติหนุนศก.ไทยครึ่งปีหลังโตได้ดีขึ้น
ผู้ว่าฯธปท.ชี้ผลประชามติหนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังเติบโตได้ดีขึ้น พร้อมร่วมทีดีอาร์ไอสร้างโมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ผู้ว่าฯธปท.ชี้ผลประชามติหนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังเติบโตได้ดีขึ้น พร้อมร่วมทีดีอาร์ไอสร้างโมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท. ) กล่าวในงานสัมนาวิชาการเชิงสังเคราะห์"โมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ" ที่ธปท.ร่วมกับสถาบันวิจัยเพือการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า การที่ประชาชนส่วนใหญ่มีมติรับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของปีนี้และในระยะต่อไป เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมปในปีหน้า ส่งผลดีต่อภาคการลงทุน เพราะนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
"ผลประชามติครั้งนี้ ยังส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 21 จุดในช่วงเช้าวันนี้ ขณะที่ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นการแข็งค่าในระยะสั้น แต่ขณะนี้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงขอให้เอกชนและนักลงทุนอย่าชะล่าใจกับทิศทางค่าเงิน ควรมีการป้องกับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย"นายวิรไทกล่าว
อย่างไรก็ดี ปฎิเสธไม่ได้ว่าผลที่แตกต่างกันระหว่างภูมิภาคในการลงประชามตินั้น สะท้อนถึงความขัดแย้งที่มีอยู่บ้างในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับเศรษฐกิจและสังคมไทย และเป็นสิ่งที่นักลงทุนรับรู้อยู่แล้ว
นายวิรไท กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปในโมเดลใหม่ที่จะนำพาให้เศรษฐกิจไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางนั้น เศรษฐกิจไทยต้องมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้คนไทย ครอบคลุมถึงการกระจายรายได้และมีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน มากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เพราะการไม่ปรับตัวตามโมเดลใหม่ เศรษฐกิจไทยจะโตได้น้อยลงเรื่อยๆ จากที่เคยโตเฉลี่ย 7-8% ต่อปี มาปัจจุบันโตเฉลี่ย 3-4% หากไม่ปรับไปโตแนวใหม่หรือทำให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง คนไทยก็จะเพิ่มรายได้ไม่ได้ ฉะนั้น ธปท. จึงได้ร่วมกับทีดีอาร์ไอ จัดสร้างโมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยทำการวิจัยมาเป็นระยะเวลา 3 ปี แล้วซึ่งจากผลการวิจัยได้แนะนำการแก้ปัญหาใน 3 มิติ คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ด้านนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการเมืองเพียงอย่างเดียว แม้ว่าประชาชนจะลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว เพราะเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่การกระจายอำนาจการเมืองสู่ท้องถิ่น หลักการสำคัญของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ คือการกระจายอำนาจทางการเมืองสู่ท้องถิ่น ให้มีการเลือกตั้งในทุกระดับ เพื่อให้มีผู้นำชุมชนแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นเอง
"ยอมรับว่าการที่ประชาชนเห็นชอบร่างรัธรรมนูญ จะทำให้มีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งในปีหน้า แต่จะมีผลเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐด้วย"นายสมชัยกล่าว







