
ธกส.เต้นตั้งกรรมการสอบของหาย
ลักษณ์ลั่นสินค้าล่องหนมีเรื่องยอมไม่ได้เจอครม.ซัดแน่นอน
โพสต์ทูเดย์
— ธ.ก.ส.เต้น ตั้งอนุกรรมการออกสำรวจสินค้ารับจำนำ ตีราคาเบิกค่าเสียหายจากครม. ลั่นไม่เจอของในสต๊อกมีเรื่องแน่ธ.ก.ส.ตั้งคณะอนุกรรมการลงสำรวจสินค้าคงคลังโครงการรับจำนำสินค้า ก่อนประเมินมูลค่าปัจจุบัน เพื่อรับรู้ผลขาดทุนจริง ก่อนเสนอขอชดเชยความเสียหายตามมติ ครม. กรณีไม่มีสินค้าชดเชย 1 ปี ส่วนกรณีที่มีสินค้าในสต๊อคชดเชย ใน 5 ปี
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตรตามนโยบายรัฐบาลได้ตั้งคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย ผู้แทนกรมการค้าภายใน กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) สำนักงบประมาณ องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อสำรวจรายละเอียดสินค้าเกษตรที่รัฐบาลได้รับจำนำทั้ง 13 โครงการ และตีมูลค่าราคาสินค้าปัจจุบัน ก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดสรรงบประมาณคืนให้ ธ.ก.ส.ต่อไป
“
อคส.และ อ.ต.ก.มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบสินค้าในคลังสินค้า ซึ่งต้องไปประเมินดูว่า สินค้าที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร หากน้ำหนักเบาลง จากการยุบตัวของสินค้าที่ เก็บไว้เป็นเวลานาน ก็พอรับได้ แต่หากคุณภาพสินค้าเสื่อมลง ก็ต้องถามถึงสาเหตุที่ไม่ขาย แต่เลือกที่จะปล่อยให้คุณภาพเสื่อมลง และหากไม่มีสินค้าในคลังสินค้าเลยผมเห็นว่าคงต้องมีเรื่องแน่” ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวนายลักษณ์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการรับจำนำสินค้าในหลักการจะมีมติที่ ครม.เห็นชอบไว้คือ จะดูแลต้นทุนในการดำเนินโครงการให้กับ ธ.ก.ส. ซึ่งจะมีต้นทุนเงินและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ซึ่งในส่วนการบริหารจัดการโครงการ รัฐบาลได้จ่ายชดเชยให้เป็นปกติอยู่แล้ว จึงไม่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติตลอดช่วงที่ดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐบาล แต่ในการดูแลต้นทุนเงินนั้น จะต้องหักค่าใช้จ่ายในการบริหารงานและผลขาดทุนที่เกิดขึ้นด้วย
นายลักษณ์ กล่าวว่า สินค้าที่รัฐบาลรับจำนำมา ส่วนใหญ่สูง กว่าราคาตลาด 2030% ทำให้เกษตรกรไม่มาไถ่ถอนคืน ดังนั้น ไม่ว่าจะขายสินค้าที่ราคาใด ก็จะขาดทุน และยิ่งขายช้า คุณภาพของสินค้าก็จะลดลงเรื่อยๆ แต่ก่อนที่รัฐบาลจะชดเชยความเสียหายให้ ต้องรู้ราคาปัจจุบันก่อน เพื่อจะได้รู้ผลขาดทุนที่แท้จริง ซึ่ง ธ.ก.ส.มียอดสินเชื่อจากการรับจำนำ 13 โครงการ มูลค่า 176,153 ล้านบาท และจากประเมินเบื้องต้นมีมูลค่าสินค้า 9 หมื่นกว่าล้านบาท จึงเกิดผลขาดทุนแล้ว 8.4 หมื่นล้านบาท แต่ก่อนจะเสนอขอเงินชดเชย ต้องรู้มูลค่าปัจจุบันก่อน โดยกรณีที่ไม่มีสินค้าในคลังสินค้าจะขอชดเชยใน 1 ปี เบื้องต้นพบว่ามีกว่า 1 หมื่นล้านบาท และกรณีที่มีสินค้าจะตั้งงบชดเชยไม่เกิน 5 ปี
ก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร พบว่ามีสินค้าเกษตรที่ไม่มีสินค้าในคลังเหลืออยู่มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท







