
ยอดขอส่งเสริมการลงทุนทะลุเป้า
ปัจจัยบวก “เร่งรัดเบิกจ่าย-ต่างชาติยังปักหลักเป็นฐานผลิต” หนุนบีโอไอมั่นใจยอดขอส่งเสริมการลงทุนปีนี้ทะลุเป้า
ปัจจัยบวก “เร่งรัดเบิกจ่าย-ต่างชาติยังปักหลักเป็นฐานผลิต” หนุนบีโอไอมั่นใจยอดขอส่งเสริมการลงทุนปีนี้ทะลุเป้า
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนโยบายลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในครึ่งแรกปีนี้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติได้ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาทั้งสิ้น 758 โครงการ เพิ่มขึ้น 102% มูลค่าการลงทุน 3.30 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้น 348% ซึ่งคิดเป็น 67% ของเป้าหมายทั้งปี
ขณะที่ยอดลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมไปแล้วในไตรมาสแรกก็ลงทุนไปแล้ว 1.07 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เชื่อว่าทั้งปีทั้งยอดขอรับส่งเสริมและยอดการลงทุนจริงจะทะลุเป้าหมาย 4.5 แสนล้านบาท และ 6.5 แสนล้านบาท อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกในช่วงครึ่งหลังของปีที่จะสนับสนุนให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าวมี 5 ปัจจัย ได้แก่ 1.เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป 2.การลงทุนภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลได้เร่งรัดการเบิกจ่ายที่สูงมาก
3.นักลงทุนรายใหญ่จากญี่ปุ่นและจีนยังใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ ซึ่งในครึ่งแรกของปีปรากฏว่าจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ขอรับส่งเสริมเข้ามา 1.23 แสนล้านบาทนั้น นักลงทุนญี่ปุ่นขอเข้ามาเป็นอันดับ 1 ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ฮ่องกง 2.26 หมื่นล้านบาท และจีน 2.11 หมื่นล้านบาท
4.รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่เพื่อรองรับคลื่นการลงทุนใหม่ ทั้งแบบคลัสเตอร์และเชิงพื้นที่ เช่น การส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย เขตเศรษฐกิจชายแดน 10 พื้นที่ และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)
5.รัฐบาลพยายามอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีกฎหมายออกมาอีก 4 ฉบับที่จะเพิ่มเครื่องมือในการส่งเสริมการลงทุน และจะส่งผลต่อการลงทุนในระยะต่อไปด้วย
นอกจากนี้ มี 2 ฉบับที่ได้ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการกฤษฎีกาไปแล้ว เตรียมส่งไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อนุมัติคือ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน ฉบับแก้ไข ซึ่งจะเปิดช่องให้สามารถยกเว้นภาษีเงินได้ถึง 15 ปี เพื่อดึงดูดกิจการเป้าหมาย และสามารถส่งเสริมโดยการลดหย่อนภาษีได้จากปัจจุบันที่มีเพียงการยกเว้นภาษี และ พ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับส่วนที่อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอต่อ ครม. มี 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และ พ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งทั้งสองฉบับนี้จะมีความชัดเจนในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งจะเป็นฐานต่อการลงทุนในระยะยาวต่อไป
นายนฤตม์ กล่าวอีกว่า สำหรับคำขอรับส่งเสริมการลงทุนที่เข้ามาในครึ่งปีแรก 3.03 แสนล้านบาท คิดเฉลี่ยรายเดือนอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท/เดือน ในจำนวนนี้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 กลุ่ม 1.28 แสนล้านบาท หรือ 42% เป็นอุตสาหกรรมอื่นๆ 1.75 แสนล้านบาท หรือ 58% เกิดการสร้างงาน 6.7 หมื่นตำแหน่ง และสร้างรายได้จากการส่งออก 3.35 แสนล้านบาท/ปี
ทั้งนี้ ส่วนที่ขอรับส่งเสริมเพื่อลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนมีทั้งสิ้น 39 โครงการ เงินลงทุนรวม 7,200 ล้านบาท หลักๆ เป็นการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก 21 โครงการ เงินลงทุน 3,798 ล้านบาท มุกดาหาร 5 โครงการ 915 ล้านบาท สระแก้ว ตราด และหนองคาย แห่งละ 3 โครงการ มูลค่า 849 ล้านบาท 568 ล้านบาท และ 399 ล้านบาท ตามลำดับ กาญจนบุรี 2 โครงการ 639 ล้านบาท ส่วนเชียงรายและสงขลา แห่งละ 1 โครงการ มูลค่า 16 ล้านบาท และ 13 ล้านบาท ตามลำดับ







