
ทายาทรุ่น 2 อ.มัลลิการ์ ย้ำจุดแข็งสืบสานเอกลักษณ์ไทย
โดย...จะเรียม สำรวจ
โดย...จะเรียม สำรวจ
หลังจากเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มตัว ชยพล หลีระพันธ์ กรรมการบริหาร บริษัท มัลลิการ์ อินเตอร์ ฟู๊ด ทายาทรุ่นที่ 2 ของเครือ อ.มัลลิการ์ ก็ลุยเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมี อ.มัลลิการ์ หลีระพันธ์ ผู้เป็นแม่คอยให้คำปรึกษา ซึ่ง ชยพล บอกว่า ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาช่วยดูธุรกิจเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้มีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะพนักงาน เนื่องจากปัจจุบันมีการขยายธุรกิจร้านอาหารไปมากถึง 6 แบรนด์
สำหรับร้านอาหารทั้ง 6 แบรนด์ที่เปิดให้บริการอยู่ในขณะนี้ ประกอบด้วย ร้าน อ.มัลลิการ์ ปัจจุบันมีอยู่ 2 สาขา ร้านเรือนมัลลิการ์ ปัจจุบันมีอยู่ 2 สาขา ร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง ปัจจุบันมีอยู่ 33 สาขา ร้านปาป้าปอนด์ ซึ่งเป็นร้านพิซซ่าหน้าไทยปัจจุบันมีอยู่ 1 สาขา ร้านปังยิ้ม ซึ่งเป็นร้านเคเทอริ่ง ปัจจุบันมีอยู่ 1 สาขา และร้านคุ้มกะตังค์ ปัจจุบันเปิดให้บริการ 1 สาขา
ชยพล เล่าว่า ได้เข้ามาช่วยคุณแม่ดูแลธุรกิจตั้งแต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแล้ว วันแรกที่ได้เข้ามาดูกับวันนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะวันแรกที่เข้ามาดูแลธุรกิจมีพนักงานเพียง 20 คนเท่านั้น แต่วันนี้มีพนักงานมากถึง 150 คน เพราะเครือ อ.มัลลิการ์ มีแบรนด์ร้านอาหารเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมและคงไว้คือ การเป็นแบรนด์ร้านอาหารของคนไทย เห็นได้จากถ้วยชามที่นำมาใส่อาหาร ซึ่งยังคงอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ เช่น ชามเย็นตาโฟ ที่ชามทุกใบจะต้องมีลวดลายที่วาดด้วยมือ ด้วยการจ้างให้โรงงานเซรามิกใน จ.ลำปาง เป็นคนวาดลวดลายชามที่นำมาใส่เย็นตาโฟให้ เป็นต้น
นอกจากนี้ ในส่วนของร้านอื่นๆ เช่น เรือนมัลลิการ์ อาหารทุกจานจะต้องแกะสลักทั้งหมด เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ขณะที่ร้านคุ้มกะตังค์ ซึ่งเป็นร้านอาหารแบรนด์น้องใหม่ ภาชนะที่ใส่อาหารไม่ว่าจะเป็นจาน ชาม หรือแก้วน้ำ จะเป็นสังกะสี เพื่ออนุรักษ์ความเป็นไทย ซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยาก
ชยพล เล่าต่อว่า ในด้านของวัตถุดิบอาหารที่นำมาใช้ในร้านส่วนใหญ่จะผลิตเอง ซึ่งสิ่งที่ปลูกเองเพื่อใช้ในร้านคือผักสวนครัวประเภท ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ทุกอย่างจะถูกปลูกบนที่ดิน 50 ไร่ ใน อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ส่วนมะพร้าวน้ำหอมและมะม่วงจะปลูกบนที่ดิน 100 ไร่ ของ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา
“วัตถุดิบทุกอย่างเราพยายามผลิตเอง ทำเอง ถ้าวัตถุดิบอันไหนไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ก็จะพยายามซื้อตรงจากเกษตรกร เช่น ข้าวออร์แกนิก ซึ่งในส่วนของวัตถุดิบที่ปลูกเองของเราจะปลอดสารพิษทั้งหมด เนื่องจากเราใช้เศษอาหารที่เหลือจากทุกร้านมาหมักเป็นไบโอแก๊สทำเป็นปุ๋ยใส่พืชผักสวนครัวที่เราปลูก”
ในด้านของการขยายสาขาร้านอาหารในเครือ ชยพล บอกว่า ยังคงเน้นการขยายสาขาในแบรนด์ร้านเย็นตาโฟเครื่องทรงและร้านคุ้มกะตังค์เป็นหลัก เนื่องจากใช้งบในการลงทุนไม่สูง โดยในแต่ละปีมีแผนที่จะเปิดร้านใหม่ในส่วนของร้านเย็นตาโฟเครื่องทรงและร้านคุ้มกะตังค์แบรนด์ละประมาณ 4-5 สาขา ซึ่งแต่ละสาขาจะใช้งบลงทุนประมาณ 8 ล้านบาท โดยในส่วนของทำเลที่จะเข้าไปขยายสาขาจะมีทั้งในส่วนของปั๊มน้ำมันและห้างค้าปลีก
นอกจากจะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในประเทศแล้ว ชยพล ยังมองโอกาสการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย หลังจากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปทดลองนำแบรนด์ร้าน อ.มัลลิการ์ และร้านเย็นตาโฟเครื่องทรงเข้าไปเปิดให้บริการในประเทศลาวมาแล้ว ได้ผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ส่วนประเทศต่อไปที่มีความเป็นไปได้ที่จะนำร้านเย็นตาโฟเครื่องทรงเข้าไปเปิดให้บริการ คือ สิงคโปร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา คาดว่าเร็วๆ นี้น่าจะได้ข้อสรุป ส่วนประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือเมียนมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา
“เพื่อให้แบรนด์ร้านอาหารในเครือ อ.มัลลิการ์ เป็นที่รู้จัก เรามีแผนที่จะร่วมเดินทางไปกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อโรดโชว์ไปในประเทศต่างๆ เนื่องจากเราอยากให้แบรนด์ร้านอาหารไทยเป็นที่รู้จักทั่วโลก แบบว่าถ้าอยากรับประทานอาหารไทยคุณภาพต้องมารับประทานอาหารในเครือ อ.มัลลิการ์”
นอกจากจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความเป็นไทยทั้งในด้านอาหารและภาชนะที่ใส่ พร้อมเดินหน้าลุยเปิดร้านอาหารไทยสาขาใหม่แล้ว ในเดือน ส.ค. 2560 เครือ อ.มัลลิการ์ ยังมีแผนที่จะเปิดให้บริการโรงเรียนนานาชาติบนที่ดิน 30 ไร่ ที่ จ.ปทุมธานี หลังจากใช้งบประมาณลงทุนในการก่อสร้างไป 1,000 ล้านบาท โดยในส่วนของโรงเรียนจะใช้ระบบการเรียนการสอบแบบอเมริกัน สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่คงความเป็นไทยด้วยการสอนวิชาภาษาไทยวันละ 1 คาบ ซึ่งโรงเรียนนานาชาติทั่วไปไม่มีสอน
ชยพล กล่าวต่อว่า โรงเรียนนานาชาติของคุณแม่ที่จะเปิดสอนในปีหน้า แม้ว่าจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็จะสอดแทรกความเป็นไทยเข้าไป ด้วยการนำวิชาภาษาไทยเข้าไปอยู่ในคาบเรียนทุกวัน เพื่อให้นักเรียนได้รู้วิธีการเขียนกลอนไทยและรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยด้วย
จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว แม้ว่าจะดูราบรื่นแต่ ชยพล บอกว่า ที่ผ่านมาแนวคิดในการทำงานของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มีความแตกต่างกันพอสมควร เช่น เรามองว่าสื่อออนไลน์มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจ แต่ผู้ใหญ่อาจมองว่าสื่อออนไลน์ไม่สำคัญ แต่หลังจากพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยี ทำให้ผู้ใหญ่เริ่มเข้าใจในสิ่งที่เรานำเสนอ เพราะทุกอย่างจะทำผ่านบอร์ดแบบประชาธิปไตย
แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไป อาจทำให้การทำตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง โดยเฉพาะระบบในการทำงานที่จะมีความเป็นสากลมากขึ้น แต่ในด้านปรัชญาการดำเนินธุรกิจ ชยพล บอกว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม คือ การรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะอาหาร เนื่องจากปัจจุบันร้านอาหารที่อนุรักษ์ความเป็นไทยทั้งในด้านของอาหารและภาชนะที่นำมาใส่อาหารที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยในยุคเก่าค่อนข้างหายาก
จากความตั้งใจที่จะสืบสานเอกลักษณ์ไทย ล่าสุดได้มีการนำมาถ่ายทอดผ่านร้านคุ้มกะตังค์ ซึ่งเป็นร้านอาหารแบรนด์น้องใหม่ในเครือ อ.มัลลิการ์ เน้นจำหน่ายอาหารราคาไม่เกิน 59 บาท ส่วนใหญ่เป็นเมนูรับประทานง่ายๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ข้าวแมวขโมย ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน ข้าวต้มน้ำวุ้น และเต้าทึงน้ำลำไย
ซึ่งทุกเมนูที่สั่งจะถูกเสิร์ฟมาในภาชนะพื้นบ้าน เช่น ปิ่นโต ถ้วย จาน ชาม และแก้ว ที่เป็นสังกะสีเคลือบแบบโบราณ เพื่อให้ความรู้สึกแบบไทยๆ ตามที่ อ.มัลลิการ์ ผู้ก่อตั้งได้ตั้งใจไว้







