
กรุงไทยชูหุ้นเล็กแจ๋ว
7 เดือนกอง KTMSEQ กำไร 25% หุ้นปรับฐานโอกาสซื้อ
7 เดือนกอง KTMSEQ กำไร 25% หุ้นปรับฐานโอกาสซื้อ
KTAM โชว์กองหุ้นขนาดกลาง-เล็กปีนี้แจกกำไร 25% มองแนวโน้มยังดี ตลาดปรับฐานจากหุ้นใหญ่โอกาสเข้าลงทุน
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น Mid-Small Cap (KTMSEQ) สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยปรับตัวขึ้นประมาณ 25.64% ในขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.33% ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ในอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม จากการจัดอันดับของมอร์นิ่งสตาร์ ณ วันที่ 29 ก.ค. 2559 และให้ผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็ก
กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
นางชวินดา กล่าวว่า บริษัทใช้กลยุทธ์ในการคัดสรรหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงตามปัจจัยพื้นฐาน มีศักยภาพในการเติบโตที่มั่นคงและสามารถสร้างอัตราการเติบโตของกำไรได้ ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจมีความผันผวน โดยร่วมมือกับฝ่ายวิจัยของบริษัทเพื่อเฟ้นหาหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพในการสร้างผลกำไรให้กับกองทุน ถึงแม้ว่าเป็นช่วงที่ภาวะการลงทุนจะมีความผันผวนสูง
“ถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดน่าจะเริ่มมีการปรับฐานจากหุ้นขนาดใหญ่ อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากหุ้นในกลุ่มที่กองทุนได้ลงทุนอยู่ ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตของผลประกอบการ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากภาครัฐ รวมถึงดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับต่ำ สภาพคล่องที่สูงทั่วโลก ยังสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ในครึ่งปีหลัง” นางชวินดา กล่าว
นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็กยังมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) อยู่ในระดับที่ไม่แพง ในขณะที่พี/อีของตลาดอยู่ใกล้เคียงเป้าหมายของปีนี้ จึงยังเป็นโอกาสดีที่จะเข้าลงทุน
สำหรับหุ้น 5 อันดับแรกที่กองทุน KTMSEQ ลงทุน ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2559 ได้แก่ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) สัดส่วน 12.7% บริษัท ฐิติกร (TK) 11.4% บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค (SCI) 9.5% บริษัท เธียรสุรัตน์ (TSR) 9.4% บริษัท โมโนเทคโนโลยี (MONO) 9.3%
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ หมวดบริการ 36.9% หมวดธุรกิจการเงิน 16.3% หมวดเทคโนโลยี 15.2% หมวดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 11.1% และหมวดทรัพยากร 9.5%
นางชวินดา กล่าวว่า หากนักลงทุนที่ต้องการจะพักเงินจากการลงทุน อาจจะพิจารณาลงทุนในกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 107 (KTFF107) ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดจำหน่าย ถึงวันที่ 9 ส.ค. 2559 อายุ 3 เดือน เน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ผลตอบแทนประมาณ 1.50% ต่อปี ลงทุนในเงินฝากประจำ Bank of China ( Macau), China Construction Bank (Asia) Corp.Ltd, Agricultural Bank of CHINA, Wing Lung Bank Ltd. และตั๋วเงินคลังประเทศญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ไม่ได้เพิ่มวงเงินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตลาดคาด ทำให้ตลาดผิดหวัง ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้เกิดใหม่เผชิญปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุน
ต่างชาติจะขายตราสารหนี้มากขึ้น







